ภาษีและการเมืองในสหรัฐอเมริกา วารสารกัลยาณมิตร ปี 2535 ฉบับที่ 9 หน้า 54
หน้าที่ 54 / 113

สรุปเนื้อหา

สองฝ่ายต่างก็ยึดมั่นในเหตุผลของตนเองและไม่ประนี ประนอมกันด้วยประการทั้งปวง ปัญหาอีกเรื่องหนึ่งที่มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ ของคนอเมริกันอย่างมากในขณะนี้ คือเรื่องภาษี สหรัฐ อเมริกาเป็นต้นกำเนิดของการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ สร้างความปวดหัวให้กับพ่อค้าในบางประเทศเป็นจำนวน มาก ในเรื่องนี้พรรคการเมืองทั้งสองพรรค มีความเห็น เกือบจะตรงกันข้าม พรรครีพับลิกันมีความเห็นว่ารัฐควร จะเก็บภาษีให้น้อย หรือไม่ควรขึ้นภาษีกับราษฎรเลย แต่พรรคเดโมแครตมีความเห็นว่า รัฐควรจะจัดเก็บ ภาษีเพิ่ม เพื่อนำมาใช้ในการสังคมสงเคราะห์ หรือ การประกันสังคมให้แก่ผู้ที่มีรายได้น้อย คนอเมริกัน เกือบทั้งประเทศมีความคิดเห็นว่า การขึ้นภาษีเป็น เรื่องที่ไม่น่าพิสมัยเป็นอย่างยิ่ง ในการเลือกตั้งทุกครั้ง ถ้าผู้สมัครคนใดพูดว่าจะขึ้นภาษี

หัวข้อประเด็น

- ภาษีและการเมืองในสหรัฐอเมริกา

ข้อความต้นฉบับในหน้า

สองฝ่ายต่างก็ยึดมั่นในเหตุผลของตนเองและไม่ประนี ประนอมกันด้วยประการทั้งปวง ปัญหาอีกเรื่องหนึ่งที่มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ ของคนอเมริกันอย่างมากในขณะนี้ คือเรื่องภาษี สหรัฐ อเมริกาเป็นต้นกำเนิดของการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ สร้างความปวดหัวให้กับพ่อค้าในบางประเทศเป็นจำนวน มาก ในเรื่องนี้พรรคการเมืองทั้งสองพรรค มีความเห็น เกือบจะตรงกันข้าม พรรครีพับลิกันมีความเห็นว่ารัฐควร จะเก็บภาษีให้น้อย หรือไม่ควรขึ้นภาษีกับราษฎรเลย แต่พรรคเดโมแครตมีความเห็นว่า รัฐควรจะจัดเก็บ ภาษีเพิ่ม เพื่อนำมาใช้ในการสังคมสงเคราะห์ หรือ การประกันสังคมให้แก่ผู้ที่มีรายได้น้อย คนอเมริกัน เกือบทั้งประเทศมีความคิดเห็นว่า การขึ้นภาษีเป็น เรื่องที่ไม่น่าพิสมัยเป็นอย่างยิ่ง ในการเลือกตั้งทุกครั้ง ถ้าผู้สมัครคนใดพูดว่าจะขึ้นภาษี ก็เป็นที่คาดคะเนได้ ว่าผู้นั้นจะไม่มีใครเลือกเลย ด้วยเหตุนี้เองพรรครีพับลิกัน จึงมีนโยบายชัดเจนว่า พรรคจะตัดภาษีลงและถือเป็น กลยุทธ์อย่างหนึ่งในการหาคะแนนเสียงเลือกตั้ง พรรค เดโมแครตจึงหันมาใช้กลยุทธ์แบบเดียวกัน โดยประกาศ ว่าจะไม่ขึ้นภาษีหากได้เป็นรัฐบาล เพราะถ้าใคร ประกาศนโยบายเกี่ยวกับการเก็บภาษีเพิ่มก็เท่ากับเป็น การตัดคะแนนนิยมจากประชาชน ประตูมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดสแควร์ การเมืองก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน ส่วนในอเมริกานั้นศาสนา สามารถแสดงบทบาทโดยตรงทางการเมืองได้ ผู้สมัคร ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในอดีต มีสถานภาพเป็น สาธุคุณหรือเป็นบาทหลวงก็มีมาแล้ว หลายคนเป็นนัก เทศน์ที่มีชื่อเสียงในสหรัฐฯ และอาศัยฐานเสียงจากผู้ที่ มีความเลื่อมใสในการเทศน์ของตัวเองอย่างมากมาย แต่ที่ลึกลงไปกว่านั้น รูปแบบการจัดองค์กรทาง ถ้าดูเผิน ๆ แล้วประวัติศาสตร์การเมืองในสหรัฐ การเมืองของสหรัฐฯนั้นได้รับอิทธิพลจากคริสต์ศาสนา อเมริกา เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงและช่วงชิงอำนาจ ของนักบุญพอล ถึงชาวแคริเบียร์ ในบทที่ ๓ ตอนที่ ๒๘ กล่าวไว้ว่า “ไม่ว่าจะเป็นคนยิวหรือคนโรมัน ไม่ว่าจะ โดยตรง ศาสนานั้นเป็นเบ้าหลอมของความคิดคน กันระหว่างคน ๒ กลุ่ม โดยอาศัยพื้นฐานที่ว่า ใครพวก อเมริกันที่มีอิทธิพลต่อการเมืองอย่างเห็นได้ชัดทีเดียว มากก็ชนะไป และเป็นการตัดสินปัญหาที่ไม่มีศาสนา ตั้งแต่เรื่องความเท่าเทียมกันด้านสิทธิมนุษยชนก็มาจาก เข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยเลย ถือว่าศาสนาและการเมืองนั้น คริสต์ศาสนา เช่นในคัมภีร์ไบเบิ้ลตอนหนึ่งในจดหมาย เป็นสิ่งที่ต้องแยกจากกันโดยเด็ดขาด แต่ถ้ามองให้ลึกซึ้ง ลงไปแล้ว จะเห็นว่า ศาสนาและการเมืองอเมริกันมีความ สัมพันธ์อย่างกระชับแน่น ในขณะที่พุทธศาสนาและการ เมืองในประเทศไทยจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกันเลย บุคคล ใดก็ตามที่หาเสียงในนามพุทธศาสนานั้น ดูเหมือนจะ เป็นปรากฏการณ์ใหม่ในสังคมไทย เพราะพระภิกษุจะ ในกฎบัตรอย่างชัดเจนว่า “ประเทศนี้เป็นประเทศที่ให้ ไปยุ่งกับการเมืองไม่ได้ พระภิกษุจะไปเทศน์เรื่อง ความเท่าเทียมกัน” หากสังเกตในธนบัตรแต่ละใบ เป็นทาสหรือเสรี ไม่ว่าชายหรือหญิง ทุกคนมีความ เท่าเทียมกันทั้งหมด” และในรัฐธรรมนูญของสหรัฐ อเมริกาก็ระบุชัดเจนถึงความเท่าเทียมกัน โดยระบุไว้ ๕๒ กัลยาณมิตร กันยายน ๒๕๓๕
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More