ข้อความต้นฉบับในหน้า
หลังจากที่พวกยิวด้วยกัน “ยอมตาย” เพื่อรักษา เพราะเป็นเสมือนคำสาปที่ทำให้คนกลัวว่า เมื่อตาย
“ความลับ” เขาถูกนำมาพิพากษาต่อหน้าเวสปาเซียน แล้วจะไปตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ หรือกลับชาติไปเกิด
(Vespasian) แต่โจเซฟสได้ทำนายว่ากษัตริย์องค์ต่อไป เป็นสัตว์ชั้นต่ำ พวกนี้เชื่อว่าการเวียนว่ายตายเกิดเป็น
ของโรมันคือเวสปาเซียน และเมื่อมีการสถาปนา เรื่องของวิญญาณ เช่นตายแล้วไปไหน เป็นต้น วิญญาณ
เวสปาเซียนขึ้นเป็นกษัตริย์จริง เขาก็ได้รับสิทธิ์ที่ให้เป็น
จะล่องลอยไปเกิดในสถานที่ กาลเวลา และในจิตของ
พลเมืองของโรม และใช้สกุลวงศ์ Favius ของกษัตริย์ ผู้อื่นได้ ทำให้คนเราเมื่อตายแล้ว วิญญาณจะล่องลอย
รวมทั้งติดตามกษัตริย์เวสปาเซียนไปยังเมืองอเล็กซาน ไปเผชิญกรรม ความเชื่อเหล่านี้มีอยู่ในหมู่ชาวฮินดู
กับชาวพุทธในอินเดีย ที่ยังยอมรับชนชั้นวรรณะฮินดู
เตรียอีกด้วย
โจเซฟัส จึงเป็นนักพรตคนสำคัญของราชสำนัก และเป็นสิ่งที่พวกพราหมณ์ได้พยายามที่จะใช้ตอบโต้กับ
อาจจะกล่าวได้ว่าบทบาทของเขาในฐานะเป็นปราชญ์ที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะที่พุทธศาสนาที่แท้จริงนั้น
เข้าไปอยู่ใกล้ศูนย์อำนาจและต้องยอมรับเป็นคริสเตียน เชื่อว่าการเกิดดับเป็นเรื่องของจิต โดยพระพุทธองค์
ซึ่งเป็นศาสนาแห่งโรม ทำให้เขาเป็นนักประวัติศาสตร์ ทรงแสดงธรรมให้เห็นว่า ชาติหน้าชาติไหนไม่สำคัญ
ภายใต้ฝ่ายปกครอง ภารกิจที่ต้องกระทำก็คือให้เขียน เราสามารถดับวิญญาณและจิตในระดับลึกได้ ก็ด้วย
ตำราราชนิติ ตามสมัยนิยมของพวกโรมัน เนื่องจากเขา การสร้างกรรมหรือการกระทำที่เป็นกุศลมากกว่าทำกรรม
มีความรู้เกี่ยวกับศาสนาของพวกกรีก (กรีกออโธดอกซ์) ที่เป็นอกุศล
ซึ่งมีบทบาทครอบงำเอเชียอยู่ในขณะนั้น
จึงเชื่อมโยงกันได้อย่างสอดคล้อง
เมื่อวันล้างโลกมาถึง จะเป็นวาระสุดท้ายที่มนุษย์ถูก
พระเจ้าพิพากษา
เมื่อพระผู้เป็นเจ้า “ล้างโลก” ก็จะมีโลกใหม่ที่
คริสเตียนเรียกว่า The Kingdom comes หรือในพุทธ
ก็วันที่เกิดยุคพระศรีอาริย์
พวกคริสเตียนยุคแรก มีที่มาจากชาวยิวใน
Jewish Antiquities เป็นบันทึกทางประวัติ, อเล็กซานเดรีย (ซึ่งชาวยิวรับมาจากชาวพุทธและชาวฮินดู)
ศาสตร์ของชนชาติยิว ซึ่งเขียนตั้งแต่การสร้างโลกไป ความคิดของชาวคริสต์เกี่ยวกับวาระสุดท้ายของโลก คือ
จนถึงยุคสงครามกับพวกโรมัน ความรู้เกี่ยวกับศาสนา วันพิพากษากับวันที่มนุษย์ถูกล้างโลก หรือวันที่ไฟ
และความเชื่อแห่งยุคสมัยนั้น ต้องพิจารณาถึงประเด็น บรรลัยกัลป์มาทำลายโลก ตามคำสอนในพระพุทธศาสนา
ความเชื่อดั้งเดิมทางศาสนาที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ยุคดึกดำ
ทำให้เชื่อกันว่า
บรรพ์ สิ่งนั้นคือ ความคิดเกี่ยวกับ “วาระสุดท้ายของโลก”
หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Eschatology (The doctrine
of last things) พวกคริสเตียนรับความเชื่อนี้มาจาก
ตะวันออกอย่างชัดเจนที่สุด คำพิพากษาสุดท้ายใน
ตะวันตกคือวันที่มีพระเยซูมาโปรดสัตว์ ไม่ต่างอะไรกับ
การที่พระพุทธเจ้ามาโปรดสัตว์ หรือบทบาทของพระ ดังนั้น ความคิดเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดจึง
โพธิสัตว์ของมหายาน ซึ่งเป็นนิกายที่ใกล้เคียงมากกับ เป็นความคิด “ถึงราก” ในต้นธารแห่งศาสนา ที่ทุกศาสนา
ความเชื่อของศาสนาคริสต์ ดังที่พวกคริสเตียนที่มา ได้รับอิทธิพลมาจาก “สัญชาตญาณความกลัว” อย่างน้อย
ประเทศทิเบต พบว่า พิธีกรรมของพวกมหายานนั้น มี กลัวว่าเมื่อตายไปแล้วจะไปไหน ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้า
รูปแบบคล้ายคลึงกับคริสต์ศาสนานิกายกรีกออโธดอกซ์ ทรงอธิบายไว้แล้วว่า จิตนั้นสงบต่อเมื่อไม่เวียนว่ายหรือ
เพียงแต่มหายานเก่าแก่กว่ามากและเริ่มต้นก่อนหลายปี ไปนึกถึงสิ่งอื่น ๆ
ความคิดเกี่ยวกับ “วาระสุดท้ายของโลก” มา
จากไหน ก็มาจากสิ่งที่เรารู้จักกันว่า วัฏจักรแห่งการ
“เวียนว่ายตายเกิด” นั่นเอง
ถึงเวลานี้ เรายังมีคนไทยอีกจำนวนมากที่เชื่อใน
สิ่งที่เนื้อแท้ เป็นความเชื่อที่ไม่ต่างไปจากชาวคริสเตียน
ชาวพุทธเองทั้ง ๆ ที่รู้ว่าพระพุทธเจ้าต่อสู้กับพราหมณ์
การเวียนว่ายตายเกิดนี้ เป็นความคิดพื้นฐาน เป็น มาช้านาน ทรงสอนให้รู้จักพึ่งตนเองทำจิตและวิญญาณ
ความคิดที่ทำให้มหาชนเกิดความเกรงกลัวอย่างถึงราก ให้หยุดนิ่ง เพื่อจะได้ดับ หรือสิ้นสุดการเวียนว่ายตาย
๖๐ กัลยาณมิตร กันยายน ๒๕๓๕