ข้อความต้นฉบับในหน้า
และเมื่อเขาเจริญเติบใหญ่ พ่อ
แม่จะได้มองดูความเป็น “เขา” ไปอย่าง
ชื่นชม และภูมิใจ เช่นเดียวกับลูก ก็
จะหันมองพ่อแม่ด้วยความรักลึกซึ้ง
อย่างสำนึกยิ่งนักในพระคุณที่สร้างและ
มาจนถึงฝั่งได้ ส่งขึ้นไปยืนอยู่บนฝั่ง
ได้อย่างสง่างาม เพื่อส่งมืออันกำยำ
ด้วยวัย และปัญญามาฉุดพ่อแม่ขึ้นไป
ยังฝั่งอันปลอดภัยแล้ว แล้วกัน”
เพราะนั่นเท่ากับว่า ได้ส่งลูกขึ้น
ขับดัน “เขา” มาด้วยเลือดเนื้อ หยาด ไปยังที่อันปลอดภัยจากทุกข์แห่งการ
พลัดพราก ทุกข์แห่งการต้องตรากตรำ
เหงื่อ และแรงใจ เป็นความรักความ
เข้าใจที่ส่งทอดให้แก่กันได้อย่างไม่รู้ ทำมาหาสร้างในสิ่งที่เมื่อถึงวาระแห่ง
จักหยุดยั้งเป็นพละเป็นกำลังที่ต่างถอด เวทนาสาหัสที่ใจ กลับไม่อาจนำเอา
ถ่ายให้แก่กันด้วยสายใยของคำว่า “เรา สมบัตินั้นมาเยียวยารักษาได้ หรือเมื่อ
เข้าใจกัน”
ถึงคราวต้องพลัดพรากจากกันด้วย
ดังคำคมของใครคนหนึ่งได้ ความตาย ก็ไม่สามารถหยิบฉวยของ
กล่าวไว้กับแม่ของลูกชาย ลูกชายที่ ที่สร้างสมไว้ติดตัวไปเพื่อใช้ในปรโลก
เมื่อเติบโตแล้วตัดสินใจมอบกายถวาย ได้เลย ลูกผู้บวชเป็นพระภิกษุแล้ว จึง
พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งประเสริฐยิ่ง
“พ่อ และแม่ของพระภิกษุองค์
นั้น ย่อมได้ชื่อว่าเป็นนักสร้างผู้ยิ่งใหญ่
เป็นพ่อแม่ผู้เกรียงไกร ในการอุ้มชูบุตร
ชายให้กลายเป็นหนึ่งในเพชรงามสาม
ดวง เพชรที่ชูช่วงเปล่งความสว่าง เป็น
ที่พึ่งแก่คนเดินทางในถนนชีวิตทั้งหมด
ทั้งปวง”
“ใช่เพียงแค่นี้” ของข้อเขียนตอน
นี้ จึงหมายถึงหน้าที่อันพึงเป็นของบิดา
มารดา ผู้รักลูกยิ่งกว่าชีวิตของตน ว่า
มิใช่แต่เพียงเลี้ยงดูเพื่อเชิดชูวงศ์สกุล
หรือเพื่อสร้างความสุขความพอใจให้แก่
พ่อแม่ และมิใช่จะเพียงพอแค่เพียง
การให้การศึกษา ให้สิ่งของ แต่จะต้อง
ตรองตรึกระลึกไว้ให้ได้เสมอว่า “ลูก..
คือสมบัติอันมีค่าของแผ่นดิน ซึ่งประ
กอบด้วยดวงจิตอันเป็นอิสระในการที่
จะปรารถนาหาสุขให้แก่ตน
และพึงระลึกเสมอว่า ลูกมีสิทธิ์
ที่จะมองหาเส้นทางแห่งปัญญาที่จะพา
บรรลุสู่ความสุขอันเป็นที่สุดได้ “ปัญญา”
ที่พ่อแม่ไม่อาจสรรค์มาวางให้บริโภค
นอกจากปล่อยให้ไปแสวงหาด้วยตน
“ใช่เพียงแค่นี้” จึงหมายความว่า
พ่อแม่ใช่มีหน้าที่เพียงเลี้ยงลูกเพื่อให้
ชีวิตให้กับพระศาสนา ตามกำลังความ เท่ากับรอดพ้นจากเงื้อมมืออำมหิตของ ได้เสพความสุข ความสมบูรณ์ด้วย
ปรารถนาของดวงจิต ที่ติดตัวมาแต่ ทุกข์ หลีกรุกเข้าไปในหนทางที่มีแต่
ดั้งเดิม แต่แรกเริ่มของการเข้าสู่ความ จะรอดพ้นจากภัยแห่งเกิด แก่ เจ็บ
มีชีวิต...ว่า
ตาย เพราะด้วยวิสัยแห่งภิกษุเพศ
“พ่อแม่.. เปรียบเสมือนฝีพาย ย่อมมีแต่จะเข้าใจ และศึกษาเพื่อเดิน
และนายท้าย ที่ต่างช่วยกันคิด ช่วย ให้พ้นบ่วงแห่งภัยดังกล่าวได้ทุกวินาที
กันพายพาชีวิตน้อยๆ ในเรือฝ่าคลื่น
ลม ฝ่าแดด ฝ่าฝน ผ่านอุปสรรคใด ๆ
อีกเพศบรรพชิต คือส่วนหนึ่งของ
พระรัตนตรัย อันได้แก่ พระพุทธ
อารมณ์หรือเรือนกาย แต่ควรที่จะส่งลูก
ให้ถึงฝั่งอันเป็นที่อยู่แห่งปัญญา เพื่อ
ให้ลูกเสาะหาเส้นทางแห่งความสุข ความ
รอดพ้นที่แท้จริงได้ โดยจะต้องเป็นสุข
ในการให้โอกาสลูกได้เลือกเส้นทางชีวิต
ด้วยตัวเอง
กัลยาณมิตร กรกฎาคม ๒๕๓๗ ๔๙