ข้อความต้นฉบับในหน้า
ภาพในช่วงบน เหนือหลังคาพระที่นั่งอมรินทรวินิจ ผู้เขียน (เอนก) อ่านคำบรรยายของทั้งสองแหล่งแล้ว
ฉัยขึ้นไป จิตรกรวาดหมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์โผล่ขึ้นมาเล็ก ฉงนใจมากว่า “รู้ได้อย่างไร ในภาพมีอะไรเป็นพยานหลัก
น้อย ส่วนภาพบนผนังอีกส่วนที่อยู่เหนือขอบหน้าต่างติด ฐานบ้าง เพราะอยู่ๆ ก็ระบุลงไปทันทีว่าเป็นภาพรับราช
วาดเป็นทิวทัศน์แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณพระปรางค์ ทูตออสเตรีย ไม่มีการชี้แจงเหตุผลเช่นเดียวกับรูปอื่น”
วัดอรุณฯ มีเรือนแพและเรือเป็นเครื่องประกอบ แม้จะไม่มี
เรื่องราวอื่นๆ เด่นชัด
เพดาน
แต่ก็นับเป็นภาพเหมือนจริงของ
แม่น้ำเจ้าพระยาที่น่าสนใจภาพหนึ่ง เพราะจิตรกรไทยไม่
ค่อยวาดภาพแม่น้ำเจ้าพระยาให้เห็นโดยตรงนัก
ถัดจากภาพพระปรางค์ริมน้ำ ต่อไปเป็นภาพเหนือ
จึงเป็นหน้าที่ที่จะต้องตรวจสอบต่อไป หนังสือที่
เขียนถึงการรับทูตครั้ง ร.๔ และ ร.๕ มีการตีพิมพ์เผยแพร่
น้อยมาก ที่นำมาใช้ตรวจสอบได้จริงๆ มีเพียง 6 เล่มคือ
พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๕ พระนิพนธ์
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งต่อไปจะเรียก อย่าง
ประตูทางเข้า ซึ่งมีความสัมพันธ์กับฉากข้างล่างดังจะวินิจ ย่อว่า พงศาวดาร ร.๕ กับอีกเล่มหนึ่งชื่อได้ใช้อ้างอิงมา
ฉัยให้ทราบในตอนท้าย จิตรกรวาดภาพบริเวณนี้เป็นพระ
ที่นั่งดุสิตมหาปราสาทโดดเด่นอยู่ ข้างๆ มีโรงละครโรง
หนึ่ง ภาพพระที่นั่งตรงนี้วาดไม่ค่อยดีนัก ด้วยผิดสัดส่วน
ดูโย้ ๆ เย้ๆ
หลายจุดแล้วคือ จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันในรัชกาล
ที่ ๕ ปีมะโรง พ.ศ.๒๕๑๑ ปีระกา พ.ศ.๒๕๑๖
พงศาวดาร ร.๕ ตอนที่ ๑๒ อันเป็นตอนท้ายสุด รวบ
รวมรายชื่อคณะทูตต่างๆ ที่มาเข้าเฝ้าฯในตอนต้นรัชกาล
เพื่อแสดงความอาลัย ร.๙ และแสดงความยินดีถวายพระ
พร ร.๕ ตามลำดับก่อนหลังสิบกว่าราย แต่ละรายจะ
ทั้งหมดทั้งบรรยายมานี้ ทางวัดให้ชื่อตอนว่า ทูตทูล
สาส์นตรา และว่าเป็นตอนรัชกาลที่๕ เสด็จฯออกรับราชทูต
ออสเตรียซึ่งนำเครื่องราชอิสริยาภรณ์เข้ามาทูลเกล้าฯถวาย บอกวันเดือนที่เข้าเฝ้าฯ และรูปแบบการรับไว้อย่างย่อๆ
อันเป็นเหตุให้ทรงจัดระเบียบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ขึ้นใหม่ ต่อจากนั้นจึงอธิบายประเพณีการเสด็จฯออกรับอย่างละเอียด
และโปรดเกล้าฯให้ช่างเขียนลายรดน้ำรูปเครื่องราชอิสริยา จากคำอธิบายนี้ช่วยในการอ่านรูปได้ชั้นหนึ่งขอสรุปความมา
ภรณ์บนหน้าต่าง-ประตู ของพระที่นั่งทรงผนวช ส่วนเรื่อง ให้ท่านได้อ่านอย่างง่ายก่อนคือ
ภาพทิวทัศน์แม่น้ำและพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทนั้น มิได้ ๑. หากมีพระราชสาส์นมาถวาย จะเสด็จฯออกรับ
กล่าวถึง
ฝ่ายอาจารย์จุลทัศน์กล่าวว่า เป็นตอนเสด็จฯออกรับ
อย่างเต็มยศใหญ่
เพราะไทยถือเกียรติยศพระราชสาส์น
เป็นสำคัญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระภูษา (ผ้า
บารอน อันโธนี เบตส์ ราชทูตของพระเจ้าฟรานส์โยเซฟ นั่ง) ทอง ฉลองพระองค์ (เสื้อ) เยียรบับ สวมฉลองพระ
กษัตริย์แห่งเอาสเตรียหรือออสเตรีย เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๑ และ
มิได้กล่าวถึงพระที่นั่งดุสิตฯเช่นกัน
องค์ครุยทับ มีการตั้งกองเส
การตั้งกองเสนากลาบาต (ในพงศาวดาร ร.๕
เขียนว่า เสนาบลบาล ซึ่งไม่มีคำแปล เข้าใจว่าจะเรียงพิมพ์
อาจารย์จุลทัศน์ของใจเรื่องสถานที่ในภาพว่า วาด กันมาผิด) คือกรมทหารต่างๆ และยืนข้างยืนมาที่สนาม
ไม่ตรงกับจดหมายเหตุ ว่าราชทูตเข้าเฝ้าฯที่พระที่นั่งอมริน ชั้นนอก มีสังข์ แตร กลองชนะ มโหระทึก ประโคม เข้า
ทรวินิจฉัย แต่ไฉนในภาพจึงวาดเป็นการเข้าเฝ้าฯ ใน เฝ้าฯเสร็จแล้วก็เชิญทูตไปพระราชทานเลี้ยงที่เก๋งกรงนก
เก๋งวรนาฏนารีเสพย์ ซึ่งเป็นเก๋งหนึ่งในบริเวณสกุณวัน
ในที่สุดท่านหาทางปัดเป่าข้อข้องใจว่า อาจเป็นกระ
บวนความคิดของจิตรกรที่จะยักเยื้องวิธีแสดงการรับทูตก็ได้
คือแทนที่จะวาดพิธีการในพระที่นั่ง ซึ่งมีฝาผนังปิดล้อมทั้ง
สี่ด้าน แลผ่านพระบัญชรเข้าไปได้เพียงเล็กน้อย จิตรกร
ก็ย้ายที่พิธีการออกมาข้างนอกเสีย คือมารับที่หมู่พระที่นั่ง
๒. ไม่มีพระราชสาส์น แต่แขกเมืองมีบรรดาศักดิ์สูง
เช่นเป็นแม่ทัพเรืออังกฤษ เป็นราชทูตพิเศษ จะเสด็จฯ
ออกอย่างเต็มยศน้อย ทรงพระภูษาไหม ฉลองพระองค์
เยียรบับ ไม่มีเสนากลบาท หรือยืนช้างยืนม้า เครื่องประโคม
มีแต่แตรและมโหระทึก
๓. ไม่มีพระราชสาส์น และแขกเมืองบรรดาศักดิ์ไม่
เก๋งซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน และเป็นพระที่นั่งโถงแลเห็นเหตุ ถึงขั้นสูง เสด็จฯออกรับอย่างครึ่งยศ ไม่มีพิธีใหญ่โต มัก
การณ์ได้ตลอด
โปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าฯอย่างไปรเวตคือส่วนพระองค์ที่พระ
กัลยาณมิตร กรกฎาคม ๒๕๓๗ ๕