ข้อความต้นฉบับในหน้า
ในป่าเชิงภูเขา วัดเก่าๆ ไม่ใหญ่โตนัก เบื้องหน้า ส่องดูก็ต้องตกใจ เพราะ หนึ่งรับคนนั่งอยู่ในรถหลายคนแล้วก
ไม่มีผู้คนอยู่เลย ห้องที่ข้าพเจ้ายืนทำ รูปร่างหน้าตาของข้าพเจ้าเปลี่ยนไปเป็น ลังวิ่งให้หลังไป ซึ่งถ้าตะโกนเรียกก็คง
ด้วยไม้ไผ่เก่าๆ ตอกเป็นฝาห่างๆ หลัง
คามุงด้วยจากเก่าๆ อีกเหมือนกัน
กำลังยืนสงสัยตัวเองอยู่ว่า “เอ๊ะ
เรามายืนอยู่ที่ไหนกันนะ” ก็พอดีมี
ชายคนหนึ่งอายุราว ๓๐ ปีเศษ รูปร่าง
หน้าตาผิวพรรณธรรมดา
ใส่ชุดม่อฮ่อมสะอาดๆ สี
กรมท่าอ่อน เดินถือถาด
ใส่เสื้อผ้ามาหนึ่งชุด พูด
กับข้าพเจ้าว่าให้เปลี่ยน
เครื่องแต่งกายเป็นชุดที
นำมาให้นั้นเสีย อีกสัก
พักจะมีรถมารับไปอยู่ที่
ใหม่ ข้าวของต่างๆ ของ
ข้าพเจ้าถูกขนล่วงหน้าไป
หมดแล้ว ไม่มีอะไรเหลือ
พูดเสร็จเขาก็เดินจากไป
ข้าพเจ้ารู้สึกหงุด
หงิดไม่พอใจ ถือสิทธิ์
อะไรมาขนของของข้าพ
สาวน้อยร่างงาม มีผมยาวสลวยประบ่า ได้ยิน
อายุ ๑๖-๑๗ ปี ไม่ใช่คนแก่อายุ ๖๐
ที่เป็นอยู่ เสื้อผ้าก็สวยอย่างที่ในชีวิต
ไม่เคยมีใส่ พอแต่งตัวเสร็จ ยังไม่เห็น
มีรถมารับ ใจก็คิดถึงเพื่อนๆ ชาววัดที่
เจ้าไปหมด ไปที่ไหนก็ไม่รู้ แถมยังมา คบหากันอยู่ว่าเราจะถูกพาไปไหนก็ไม่รู้
สั่งให้เปลี่ยนเครื่องแต่งตัว จากชุด อยากจะบอกลาสักหน่อย อีกใจหนึ่ง
แม่ชีเป็นอะไรก็ไม่รู้ ข้าพเจ้าหยิบผ้า ก็อยากให้พวกเขาเห็นความงามของ
ชุดนั้นคลี่ออกมา ไม่ชอบใจที่มีพื้นสีดำ ร่างกายและเสื้อผ้าที่แต่งอยู่นั้นด้วย
แต่ลวดลายสีทองที่ทอเป็นเชิงอยู่นั้น
สวยมาก
ก็แปลก เดินไปเรียกบ้านโน้น
บ้านนี้ ล้วนแต่ส่งเสียงขานรับ แต่ไม่มี
ความจริงแล้วข้าพเจ้าไม่ควร ใครโผล่หน้าออกจากบ้านมาให้ลาเลย
สวมใส่ เพราะไม่ใช่ชุดแม่ชี แต่เหมือน สักคน ทุกบ้านปิดประตูสนิท
มีอำนาจอะไรบังคับอยู่ทำให้ขัดขืนไม่ได้
จะต้องใส่ ขณะที่ถอดชุดผ้าขาวออก
รู้สึกใจหาย เสียใจมาก เมื่อสวมใส่ชุด
ใหม่ ข้าพเจ้ามองเห็นกระจกยาวอยู่
เมื่อเห็นลาใครไม่ได้ ข้าพเจ้าก็
เกรงรถจะมารับ จึงรีบเดินกลับมาทาง
ถนนใหญ่ ซึ่งเป็นทางรถวิ่ง พอออก
มายืนบนถนนเต็มที่ ก็เห็นมีรถแวนคัน
ในใจข้าพเจ้าเวลานั้นบอกตน
เองว่า อย่าเรียก อย่าเรียก เรายังไม่
อยากไป ไปไหนก็ไม่รู้อย่าไปเลย รถ
ลืมรับเรา นั่นน่ะดีแล้ว ข้าพเจ้ายิ้ม
อย่างพอใจ หันหลังกลับ
พบผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ไม่
เคยรู้จักกันเลย วิ่งมาตาม
ถนน ปากก็บ่นว่า บอก
ว่าจะให้รถมารับ มาแล้ว
ทำไมไม่คอยแล้วสตรีนั้น
ก็ตั้งท่าจะวิ่งไล่กวดรถไป
ให้ทัน ข้าพเจ้าจึงพูดกับ
เธอว่า
“ดีแล้วที่รถไปเสียได้
ทิ้งเราไว้ เราจะได้ไม่ต้อง
ไปไงเล่า ไปไหนก็ไม่รู้
คุณอยากไปเหรอ อย่าไป
เลย อยู่แหละดีแล้ว”
พูดจบเราสองคนก็
หัวเราะพร้อมกันอย่างเบิกบาน แล้ว
ข้าพเจ้าก็ตื่น
เมื่อตื่นขึ้น ข้าพเจ้าพยากรณ์
ความฝันนั้นได้ว่า ข้าพเจ้าผ่าตัดครั้งนี้
ไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงขั้นมะเร็งแน่นอน
คราวนี้จะรอดชีวิตไม่ตาย แต่ถ้าขึ้นไป
ในรถ ถูกรับตัวไป ก็เป็นอันต้องตายแน่
พอถึงความฝันครั้งที่สอง หลัง
การผ่าตัดแล้ว ลูกให้ยาเคมีต่อต้าน
มะเร็ง ยามีพิษร้ายมาก กินอาหารไม่
ได้ นอนไม่ได้ ในตัวเร่าร้อนเหมือนมี
กองไฟเผาภายในท้อง ปวดแสบปวด
กัลยาณมิตร กรกฎาคม ๒๕๓๗ ๕๕