ข้อความต้นฉบับในหน้า
eeeeee
หญิงชราชาวม้ง มิได้อยู่บ้านเฉย ๆ ถ้าไม่เลี้ยงหลาน ทอผ้า เย็บผ้า ก็ต้องตำข้าว
บางทีครูดูหน้าตายังเด็กอยู่เลย อ้าว....มีลูกเสีย
แล้ว บางคนอายุ ๒๐ มีลูกแล้วตั้ง c
๓ คน ฉะนั้น
คุณภาพของเด็กก็ต้องแย่หน่อยจริงมั้ย เพราะ
ส่วนใหญ่ชาวเขามีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ค่อยดี
เลย”
“แย่หน่อยนะคะ” ปวีณาเอ่ย น้าน้อยรับ
ค่าด้วยการพยักหน้ารับ
ลูกศิษย์สาวคนหนึ่งที่ชอบตามน้าน้อยแจ
และน้าน้อยมักเรียกว่าลูกแก้ว ถามด้วยเสียง
หวานๆ ว่า
“อาจารย์ขา ชาวม้งยังคงมีความเป็นอยู่
แบบเดิมมั้ยคะ หรือว่าเปลี่ยนแปลงอะไร ๆ ไป
หมดแล้วคะ”
“อ๋อ...ยังคงมีความเป็นอยู่เดิมค่ะ แม้มี
วิทยุฟัง มีกางเกงยีนส์ใส่ แต่ก็ยังมีระบบเครือ
ญาติที่มั่นคง คือคนในหมู่บ้านเดียวกัน มักจะ
เป็นญาติพี่น้องที่ใช้นามสกุลเดียวกัน”
“ถ้าเช่นนั้นก็เหมือนเป็นหมู่บ้านครอบครัว
ซิคะ” ลูกแก้วเสริม
“ก็ทำนองนั้นค่ะ อ๋อ...พวกผู้ชายม้ง มัก
มีคำนำหน้าชื่อว่า เลา เช่น เรายิ่งเลาอู เป็นต้น”
“แล้วผู้หญิงมีคำนำหน้ามั้ยคะ” กุ้งฝอย
กระซิบถามแต่ไม่เบานัก
“มีซิจ๊ะหลาน เขาใช้คำว่า จะ เช่น ไม่
อม
“ก็คล้ายคำไทยโบราณนะพี่นิภา” ฉัน
หันมาพูดกับพี่นิภา
“ชื่อ....แต่เสียงเราเป็น อี เขาก็เป็น อ
เสียงหนักอีกนิด”
“ชาวม้งชอบอพยพมั้ยฮา” เสียงโยธินหรือ
น.ส.โยธินี หนุ่มผิดสูตรผู้ขอใช้คำว่า ฮา แทน
ฮะ หรือ ครับ ถามแทรกขึ้นมา
“ไม่นะ เขาไม่ชอบย้ายที่อยู่บ่อยนัก คือ
ชาวม้งจะอยู่ตั้งหลักปักถิ่นนานกว่าชาวเขาเผ่าอื่น
สมัยก่อนนะบางที่อยู่นานถึง ๑๕-๒๐ ปี ยิ่ง
เดี๋ยวนี้รัฐก็บริการเอาใจ ก็เกรงจะเผาป่าทำไร่
เลื่อนลอยน่ะ ก็เลยจัดที่ทางให้อยู่เป็นที่
ความเจริญตามไป รถไปถึงแล้ว เลยปักหลัก
ไม่โยกย้ายไปไหน เช่นชาวม้งที่ดอยขุนทา ที่
ดอยม่อนเงาะ ที่ดอยอ่างขาง ก็อยู่กันนานกว่า
๓๐ ปีแล้วนะ ที่สำคัญคือตั้งแต่พวกนี้ย้ายเข้า
มาอยู่ในเขตแดนไทยแล้ว ยังไม่เคยปรากฏ
ว่าย้ายออกนอกประเทศเลย”
“อาจจะเป็นเพราะบ้านเมืองไทยอุดม
900 สิงหาคม ๒๕๓๓ กัลยาณมิตร