ข้อความต้นฉบับในหน้า
อวิชชา ทีห์ สมภูตา รูปญฺจ เวทนา
ตถา อโถ สัญญา จ เวทนา วิญ-
ญาณจาติ ปญฺจิเม เบญจขันธ์ทั้ง
๕ เหล่านี้คือ รูป เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ เกิดพร้อมแต่
ปัจจัยทั้งหลาย มีอวิชชา เป็นต้น
เกิดอย่างไร เกิดแต่เหตุ เกิดพร้อม
แต่ปัจจัยทั้งหลาย มีอวิชชาเป็นต้น
ดังในวาระพระบาลีที่ท่านวางเนต
แบบแผนไว้ว่า อวิชชาเป็นปัจจัยให้
เป็นคฤหัสถ์บรรพชิตเกิดมาได้อย่างนี้
ความเกิดอันนี้แหละเกิดแต่
เหตุ ไม่ได้เกิดแต่อื่น ไม่ว่าสิ่งอันใด
ทั้งสิ้น ต้องมีเหตุเป็นแดนเกิดทั้งนั้น
ถ้าไม่มีเหตุเกิดไม่ได้ นี่พระองค์ทรง
รับรองไว้ตามวาระพระบาลีในเบื้อง
อายตนะเข้าประกอบ อายตนะเป็น นี่เราท่านทั้งหลายเป็นหญิงเป็นชาย
ปัจจัยให้เกิดผัสสะ เมื่อมีอายตนะ
เข้าแล้วก็ผัสสะ ผัสสะเป็นปัจจัยให้
เกิดเวทนา เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิด
ตัณหา ความอยากได้ดิ้นรน กาม
ตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตัณหา
มีขึ้นแล้ว ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิด
อุปาทาน ความยึดถือ อุปาทานเป็น
ปัจจัยให้เกิดภพ ก็ยึดถือภพต่อไป
กามภพ รูปภพ อรูปภพ ภพเป็น
ความเกิดอันนี้แหละเกิดแต่เหตุ ไม่ได้เกิด
แต่อื่น ไม่ว่าสิ่งอันใดทั้งสิ้น ต้องมีเหตุเป็น
แดนเกิดทั้งนั้น ถ้าไม่มีเหตุเกิดไม่ได้
ต้นนั้น
เมื่อเป็นเหตุเกิดขึ้นเช่นนี้ท่าน
วางหลักไว้อีกว่า อุปปชฺชนฺติ นิรุช
ฌนฺติ มีดับ มีเกิดดับเกิดดับนี่เป็น
ตัวสำคัญ ไม่ใช่เกิดฝ่ายเดียว มี
เกิดแล้วมีดับด้วย ความดับนั้น
อวิชชาไม่ดับ สังขารก็ดับไม่ได้
สังขารไม่ดับ วิญญาณก็ดับไม่ได้
วิญญาณไม่ดับ นามรูปก็ดับไม่ได้
นามรูปไม่ดับ อายตนะก็ดับไม่ได้
เกิดสังขาร อวิชชา ปจฺจยา สังขารา
ดังนั้นเป็นต้น อวิชชา ความรู้ไม่จริง
มันก็กระวนกระวายนิ่งอยู่ไม่ได้ ความ
รนหาความรู้จริงนั่นแหละ มันก็
เกิดเป็นสังขารขึ้น รู้ดีรู้ชั่ว รู้ไม่ดีไม่
ชั่วเข้าไปว่า อวิชชา ปัจจยา สังขารา
อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขาร
เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ความรู้
เมื่อมีความรู้ขึ้นแล้ว วิญญาณเป็น
ปัจจัยให้เกิดนามรูป มันก็ไปยึดเอา
นามรูปเข้า นามรูปเป็นปัจจัยให้
เกิดสฬายตนะ มีนามรูปแล้วก็มี
ปัจจัยให้เกิดชาติ เมื่อได้ภพแล้ว ก็
เกิดเป็นมนุษย์ก็ดี เป็นสัตว์เดียรัจ
ฉานก็ดี สี่กำเนิด เกิดด้วยอัณฑชะ
เกิดจากสังเสทชะ โอปปาติกะ เกิด
ด้วยชลาพุชะ สังเสทชะเหงื่อไคล
อัณฑชะเกิดเป็นฟองไข่ ชลาพุชะ
เกิดด้วยน้ำพวกมนุษย์ โอปปาติกะ
ลอยขึ้นบังเกิดอย่างพวกเทวดา สัตว์
นรกนี่โอปปาติกะ นี้ที่เกิดขึ้นได้เช่น
นี้ก็เพราะอวิชชานั่นเอง ไม่ใช่อื่น ถ้า
อวิชชาไม่มีแล้วเกิดไม่ได้ อวิชชานะ
เป็นเหตุด้วย แล้วเป็นปัจจัยด้วย
อายตนะไม่ดับ ผัสสะก็ดับไม่ได้
ผัสสะไม่ดับ เวทนาก็ดับไม่ได้ เวทนา
ไม่ดับ ตัณหาก็ดับไม่ได้เหมือนกัน
ตัณหาไม่ดับ อุปาทานก็ดับไม่ได้
อุปาทานไม่ดับ ภพก็ดับไม่ได้ ภพ
ไม่ดับ ชาติก็ดับไม่ได้ ชาติเป็นตัว
สำคัญ ไม่หมดชาติหมดภพ
นี่เขาต้องดับกันอย่างนี้ เมื่อ
ดับก็ดับเป็นลำดับไปอย่างนี้ ได้วาง
ตำราไว้ว่า อวิชชายเดว อเสสวิราค
นิโรโธ สังขารนิโรธา สังขารดับ
วิญญาณดับกันเรื่อยไป จนกระทั่ง
ถึงชาติโน่น ดับกันหมด ท่านจึงได้
ยกบาลีว่า อุปปชฺชนฺติ นิรุชฌนติ
ย่อมเกิดย่อมดับดังนี้ เกิดดับหมด
ทั้งสากลโลก เกิดดับเรื่องนี้พระ
กัลยาณมิตร
๑๐
มกราคม ๒๕๓๘