ข้อความต้นฉบับในหน้า
≡ พุทธพจน์
กัลยาณมิตรวิษณุ สมุหวิญญ
ปัญญาย่อมไม่บริบูรณ์
แก่ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น
พระพุทธภาษิต
คำแปล
อนวฏฺตจิจิ ตตสฺส สทฺธมฺม
อวิชานโต
ปริปลวปสาทสฺส ปญฺญา น ปริปูรติ
- ปัญญาย่อมไม่บริบูรณ์แก่ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ผู้ไม่รู้
พระสัทธรรมอย่างชัดแจ้ง ผู้มีความเลื่อมใสอันเลื่อนลอย
คำอธิบายขยายความ
พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ที่ฝักใฝ่การปฏิบัติธรรม
มักจะสับสนต่อการชักชวนของสำนักต่าง ๆ ในวิธี
ปฏิบัติว่า ของเธอฝึกสมาธิสมถะ ของฉันสิใช้ปัญญา
พิจารณาเป็นวิปัสสนา สําหรับผู้ไม่เคยศึกษา
พระไตรปิฎกก็อาจจะหลงเชื่อเอาง่าย ๆ
แต่ถ้าสาธุชนท่านใด ได้ศึกษาพุทธประวัติและ
ประวัติของพระสาวกที่เป็นกำลังในการเผยแผ่พระพุทธ
ศาสนาแล้ว ไม่มีพระอัจฉริยสาวกองค์ใดเลยที่จะ
ไม่ฝึกสมาธิ แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อคราวตรัสรู้ก็อาศัยสมาธิภาวนา เมื่อตรัสรู้แล้ว
ทุก ๆ วันเมื่อยามใกล้รุ่งก็ต้องอาศัยสมาธิภาวนาเข้า
มหากรุณาสมาบัติตรวจดูเวไนยสัตว์ที่ควรบรรลุธรรม
แม้ยามจะเข้าพระนิพพาน ก็ทรงอาศัยสมาธิเป็น
บาทธรรม เครื่องอาศัยในการดำเนินจิต นับว่าพระองค์
ทรงทำสมาธิทุกวันตั้งแต่ต้นจนวันสุดท้ายแห่งชีวิต
และเมื่อมาพิจารณาไตรสิกขาจะเห็นได้ชัดว่า ศีลเป็น
ฐานของสมาธิ ส่วนปัญญานั้นเป็นผลของสมาธิ
ยิ่งในอริยมรรคมีองค์ ๘ จะพบว่ามีสัมมาสมาธิเป็น
ปริโยสานอันสุดท้ายที่จะส่งผลให้ได้วิชชา และวิมุตติ
ด้วยผลแห่งเหตุและเหตุแห่งผลดังกล่าว พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงได้ตรัสยืนยันว่า ปัญญาย่อมไม่บริบูรณ์
แก่ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น (จิตไม่เป็นสมาธิ) ซึ่งวิปัส
สนาปัญญานั้นเป็นภาวนามยปัญญา มิใช่ปัญญาที่
เกิดจากการตรึกตรองธรรมดา ซึ่งไม่สามารถเห็น
พระสัทธรรมอย่างชัดแจ้งได้ เป็นเพียงวิปัสสนึกมิใช่
วิปัสสนา จึงไม่สามารถพิสูจน์เรื่องนรก สวรรค์
นิพพานบาปบุญคุณโทษด้วยตัวของตัวเองได้ยังเป็นผู้มี
ความเลื่อมใสอันเลื่อนลอย เชื่อธรรมะของพระพุทธเจ้า
เป็นบางเรื่อง บางเรื่องก็ไม่เชื่อ เพราะปัญญาไม่บริบูรณ์
เนื่องจากไม่สนใจอบรมจิตให้ตั้งมั่นด้วยสมาธิภาวนา
นั่นแล.
Kalyanamitra.org
CC