การทำงานที่มีคุณธรรม วารสารกัลยาณมิตร ปี 2530 ฉบับที่ 3 หน้า 86
หน้าที่ 86 / 136

สรุปเนื้อหา

GG อาจจะเปรียบได้ว่า คนทํางานขั้น ทำได้ก็เหมือนกับ เด็กทารกที่เพิ่งรู้จักกิน ทำเป็นแต่เพียงหยิบอะไรใส่เข้าปาก แล้ว กลืนลงท้องไป กินชั้นนี้เรียกว่า “กินได้” ยังไม่ใช่คนกินเป็น ยังไม่มีความวิเศษ อะไรนัก ถ้าพี่เลี้ยงเผลอ อาจหยิบสิ่งที่ เป็นพิษใส่เข้าปาก แล้วกลืนลงท้อง ให้ผู้ ใหญ่เดือดร้อนต้องวิ่งหาหมอก็ได้ แต่คน “กินเป็น” จะต้องรู้จักเลือกของกิน เห็นว่า ควรกินจิงกิน ถ้าไม่ควรกินก็ไม่กิน เช่น กัน นักทำงานที่เก่งแท้ ต้องถึง “ทำดี” คือไม่ใช่สักแต่ว่าทำงานได้ แต่ต้องเห็นว่า งานที่จะทําเป็นงานที่ดีควรทำ จึงลงมือทำ วิธีพิจารณางานว่ามี โทษหรือไม่ ในการพิจารณางานที่ท่า ว่าเป็น งานมีโทษหรือไม่ ต้องไม่ถือเอาค่า ชม ของคนพาลมาเป็นอารมณ์ เพราะคน พาลนั้น เป็นคนมีอาการวิบัติทางใจ ความคิดความเห็น ผิดเพี้ยนไปหม

หัวข้อประเด็น

- การทำงานที่มีคุณธรรม

ข้อความต้นฉบับในหน้า

GG อาจจะเปรียบได้ว่า คนทํางานขั้น ทำได้ก็เหมือนกับ เด็กทารกที่เพิ่งรู้จักกิน ทำเป็นแต่เพียงหยิบอะไรใส่เข้าปาก แล้ว กลืนลงท้องไป กินชั้นนี้เรียกว่า “กินได้” ยังไม่ใช่คนกินเป็น ยังไม่มีความวิเศษ อะไรนัก ถ้าพี่เลี้ยงเผลอ อาจหยิบสิ่งที่ เป็นพิษใส่เข้าปาก แล้วกลืนลงท้อง ให้ผู้ ใหญ่เดือดร้อนต้องวิ่งหาหมอก็ได้ แต่คน “กินเป็น” จะต้องรู้จักเลือกของกิน เห็นว่า ควรกินจิงกิน ถ้าไม่ควรกินก็ไม่กิน เช่น กัน นักทำงานที่เก่งแท้ ต้องถึง “ทำดี” คือไม่ใช่สักแต่ว่าทำงานได้ แต่ต้องเห็นว่า งานที่จะทําเป็นงานที่ดีควรทำ จึงลงมือทำ วิธีพิจารณางานว่ามี โทษหรือไม่ ในการพิจารณางานที่ท่า ว่าเป็น งานมีโทษหรือไม่ ต้องไม่ถือเอาค่า ชม ของคนพาลมาเป็นอารมณ์ เพราะคน พาลนั้น เป็นคนมีอาการวิบัติทางใจ ความคิดความเห็น ผิดเพี้ยนไปหมด สิ่ง ใดที่ถูกก็เห็นเป็นผิด ที่ผิดกลับเห็นเป็นถูก หรือที่ดีคนพาลก็เห็นเป็นเรื่องชั่ว แต่เรื่อง ที่ชั่วกลับเห็นเป็นเรื่องที่ดี ถือเป็นบรรทัด ฐานไม่ได้ ส่วนบัณฑิตนั้น เป็นคนมีความคิด เห็นถูกต้อง รู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักบาปบุญ คุณโทษ ทั้งเป็นคนมีศีลมีสัตย์ คนประ เภทนี้ ใจกับปากตรงกัน เราจึงควร รับฟังคำติชมของบัณฑิตด้วยความ เคารพ หลักที่บัณฑิตใช้ติชมใช้พิจาร ณาว่างานมีโทษหรือไม่นั้น มีอยู่ ๔ ประการด้วยกัน แบ่งเป็นหลักทางโลก - ประการ และหลักทางธรรม ๒ ประการ องค์ประกอบของงาน ไม่มีโทษ งานไม่มีโทษจะต้องมีองค์ประกอบ ๕ ประการดังนี้ ๑. ไม่มีผิดกฎหมาย ๒. ไม่ผิดประเพณี ๓. ไม่ผิดศีล ๔. ไม่ผิดธรรม ๑. ไม่ผิดกฎหมาย กฎหมายเป็น ระเบียบข้อบังคับซึ่งทุกคนต้องปฏิบัติตาม การทำผิดกฎหมายทุกอย่างจัดเป็นงาน มีโทษทั้งสิ้น แม้บางอย่างจะไม่ผิดศีล- ธรรมข้อใดเลย เช่น การปลูกบ้านในเขต เทศบาล ต้องขออนุญาตตามเทศบัญญัติ ถ้าไม่ขอ ผิด การทำอย่างนี้ทางธรรมไม่ ถือว่าผิด เพราะปลูกในที่ของเราเอง และ ด้วยเงินทองของเรา แต่การกระทำ ดังกล่าวก็เป็นงานมีโทษคือมีตำหนิ และ โปรดทราบด้วยว่า เมื่อใครทํางานมีโทษ ก็ย่อมผิดหลักธรรมอยู่นั่นเอง อย่างน้อย ก็ผิดมงคล พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงสั่ง สอนเป็นหนักหนา ทั้งพระ ทั้งชาวบ้าน ให้เคารพต่อกฎหมายบ้านเมือง โดย เคร่งครัด ไม่เคยปรากฏในที่ใดเลยว่า พระศาสดาของเราสอนพุทธศาสนิกชน ให้แข็งข้อต่อกฎหมาย แม้จะเอาการประ พฤติธรรม หรือความเป็นพระ เป็นสงฆ์ เป็นข้ออ้างแล้วทําการดื้อแพ่ง ก็หาชอบ ด้วยพุทธประสงค์ไม่ ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่า พระพุทธ ศาสนาก็ต้องการให้ศาสนิกเป็นคนรัก สงบและให้เคารพพระราชกำหนดกฎ หมาย ชาวพุทธต้องไม่ทำตัว “ดื้อแพ่ง ต่อกฎหมายบ้านเมืองไม่ว่าในกรณีใด ๆ ถ้าเราพิจารณาในแง่มงคลแล้ว จะเห็นได้ชัดว่า การทำผิดกฎหมายนั้น เป็นอัปมงคลแน่ เพราะเป็นการสร้างความ ผิดคล้องคอตัวเอง 6. ไม่ผิดประเพณี ประเพณี หมายถึง จารีต ขนบธรรมเนียมของมหา ชนในถิ่นหนึ่ง ๆ หรือสังคมหนึ่ง ซึ่งแตก ต่างกันมากบ้างน้อยบ้าง แต่เมื่อคนทั้ง หลายเขาถือกันเป็นส่วนมากและนิยมว่าดี ก็กลายเป็นกฎของสังคม ใครทำผิดประ เพณีถือว่าผิดต่อมหาชน เช่น ประเพณี แต่งงาน ประเพณีต้อนรับแขก ประเพณี รับประทานอาหาร ประเพณีทําความ เคารพผู้ใหญ่ ฯลฯ ซึ่งแตกต่างกันไปใน แต่ละท้องที่ จึงต้องศึกษาให้ดี เราชาวพุทธเมื่อจะเข้าไปสู่ชุมชนใด ก็ต้องถามไถ่ดูก่อนว่า เขามีประเพณี อย่างไรบ้าง อะไรที่พอจะโอนอ่อนผ่อน ตามได้ ก็ท่าตามเขา แต่ถ้าเห็นว่า ทำไป แล้วจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวเรา เสียหายแก่ภูมิธรรมและศักดิ์ศรีของชาว พุทธ ก็ควรงดเสียอย่าเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น ประเพณีไม่ให้เกียรติแก่ผู้สูงอายุ ดูถูก ผู้หญิง ของคนบางเหล่า ถือฤกษ์ยามจนแทบไม่มีโอกาสทำมาหา กิน ประเพณีห้ามถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ซ้ำที่ของชาวอินเดียบางกลุ่ม จนกระทั่ง ไม่สามารถทําสวมใช้ ประเพณี ๓. ไม่ผิดศีล ศีลเป็นพื้นฐาน ของการทำความดีทุกอย่าง แม้ในไตร สิกขา ซึ่งถือเป็นหัวใจของพุทธศาสนาก็ บ่งไว้ว่า ศีล เป็นพื้นฐานของสมาชิ สมาธิ เป็นพื้นฐานของ ปัญญา ปัญญา เป็นเครื่องบรรลุ นิพพาน ดังนั้น ผู้ที่คิดจะสร้างความดีโดย Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More