ข้อความต้นฉบับในหน้า
ผู้ใดตกอยู่ในความรัก ดวงใจของผู้นั้นย่อมเป็นทาส
ทาสของความรัก ทาสรักนั้นจะไม่มีใครสามารถช่วย
ปลดปล่อยได้นอกจากเจ้าของดวงใจจะปลดปล่อยเอง
ราคะนั้นมีโทษน้อยแต่คลายช้า โทสะ ภิกษุณีบางท่านกระโดดข้ามกำแพงนี้ล่วง
ละเมิดสิกขาบทวินัยของพระพุทธองค์จนได้
มีโทษมากแต่คลายเร็ว โมหะมีโทษ
มากด้วยคลายช้าด้วย บุคคลซึ่งออก
บวช แล้วประพฤติตนเป็นผู้ไม่มีเรือน
เรียกว่า ได้ชักกายออกห่างจากกามราคะ
แต่ถ้าใจยังหมกมุ่นพัวพันอยู่ในกามก็หา
สำเร็จประโยชน์แห่งการบวชไม่ คือเขาไม่
สามารถจะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบได้
อุปมาเหมือนไม้สดชุ่มอยู่ด้วยยาง แม้จะ
วางอยู่บนบก บุคคลผู้ต้องการไฟก็ไม่
อาจนามา ให้เกิดไฟได้เพราะฉะนั้น
ภิกษุ ภิกษุณีผู้ชักกายออกจากกามแล้ว
ควรพยายามชักใจออกจากกามความ
เพลิดเพลินหลงใหลเสียด้วย”
นางได้ฟังพระพุทธภาษิตนี้แล้ว
ให้รู้สึกละอายใจตนเองสุดประมาณ ที่นาง
เข้ามาบวชก็มิได้มุ่งหมายเพื่อกำจัดทุกข์
ให้สูญสิ้นหรือเพื่อทำลายกองตัณหา
อะไรเลย แต่เพื่อให้มาอยู่ใกล้คนอันเป็น
ที่รัก คิดดูแล้วเหมือนน่าน้ำมันมาวาง
ไว้ใกล้เพลิง มันมีแต่จะลุกเป็นไฟ
กองมหึมาขึ้นสักวันหนึ่ง
เมื่อปรารถดังนี้ นางยิ่งกระวน
กระวายใจมากขึ้น พระอานนท์หรือก็ไม่
เคยทักทายปราศรัยเป็นส่วนตัวเลย การ
ได้เห็นคนอันเป็นที่รักเป็นความสุข
ก็จริง แต่มันเล็กน้อยเกินไป เมื่อนำมา
เทียบกับความทรมานในขณะที่ต้องจาก
อยู่โดดเดี่ยวและว้าเหว่ กาสาวพัสตร์เป็น
กําแพงเหลืองมหึมาที่คอยกันมิให้ความ
ภิกษุณีผู้พักอยู่ ณ ที่ใกล้ ได้ยิน
เสียงสะอื้นในยามดึก จึงลุกมาหาด้วย
นางคิดมาถึงเรื่องนี้แล้วเสียวสันหลังวาบ ความเป็นห่วง ถามนางว่า
เหมือนถูกก้อนหิมะอันเยือกเย็นโดยไม่
รู้สึกตัวมาก่อน
นางพยายามสะกดใจมิให้คิดถึง
พระอานนท์ พยายามท่องบ่นสาธยาย
พระธรรมวินัย แต่ทุกขณะจิตที่ว่างลง
ดวงใจของนางก็จะคร่ำครวญรำพันถึง
พระอานนท์อีก นางรู้สึกปวดศีรษะและ
วิงเวียน เพราะความคิดหมกมุ่นสับสน
นี่เองกระมังที่พระอานนท์พูดไว้แต่วันแรก
ที่พบกันว่า ความรักเป็นความร้าย
วันหนึ่ง นางชวนเพื่อนภิกษุณี
รูปหนึ่งไปหาพระอานนท์ พระอานนท์
เป็นผู้มีอัธยาศัยงาม จึงต้อนรับนางด้วย
เมตตาธรรม นางรู้สึกชุ่มชื่นขึ้นมาบ้าง
เหมือนข้าวกล้าที่จวนจะแห้งเกรียมเพราะ
ขาดน้ำ ชุ่มชื่นขึ้น เพราะฝนผิดฤดูกาล
หลังลงมา แต่เมื่อนางจะลากลับนั่นเอง
พระอานนท์พูดว่า
“น้องหญิง! ต่อไปเมื่อไม่มีธุระ
ถ้ามีความสงสัย
อะไรก็อย่ามาอีก
เกี่ยวกับข้อธรรมวินัยอันใด ก็ให้ถาม
เมื่ออาตมาไปสู่สำนักภิกษุณีเพื่อให้
โอวาท”
คืนนั้นนางนอนร้องไห้ตลอดคืน
น้อยใจเสียใจและเจ็บใจตนเอง
“พระอานนท์หรือก็ช่างใจไม้ไส้ระกำ
"โกกิลา! มีเรื่องอะไรหรือ?”
“เอ้อ, ไม่มีอะไรดอก สุมิตรา
ข้าพเจ้าฝันร้ายไป รู้สึกตกใจมากจึงร้องไห้
ออกมา ขอบใจมาก ที่ท่านเป็นห่วงข้าพเจ้า
นางตอบในสีหน้าให้ชุ่มชื่นขึ้น
"พระศาสดาสอนเราว่า ให้เจริญ
เมตตา แล้วจะไม่ฝันร้าย ท่านเจริญเมตตา
หรือเปล่าก่อนนอนน่ะ” ภิกษุณีสุมิตรา
ถามอย่างกันเอง
“อื้อ! เมื่อเจริญเมตตาแล้วจะไม่ฝัน
ร้ายอย่างนั้นหรือ?
“ใช่?”
“ก่อนนอนคืนนี้ ข้าพเจ้าลืมไป
ท่านกลับไปนอนเถิด ข้าพเจ้าขออภัยด้วย
ที่ร้องให้ดังไปจนท่านอื่น”
เมื่อภิกษุณีสุมิตรากลับไปแล้ว
ภิกษุณีโกกิลาก็คิดถึงชีวิตของตัว ชีวิต
ของนางเต็มไปด้วยความเป็นทาส เมื่อ
ก่อนบวชก็เป็นทาสทางกาย พอปลีก
จากทาสทางกายมาได้ก็มาตกเป็นทาส
ทางใจเข้าอีก แน่นอนทีเดียว ผู้ใด
ตกอยู่ในความรัก ดวงใจของผู้นั้น
ย่อมเป็นทาส ทาสของความรัก
ทาสรักนั้นจะไม่มีใครสามารถช่วย
ปลดปล่อยได้ นอกจากเจ้าของดวงใจ
จะปลดปล่อยเอง นางหลับไปด้วย
ความอ่อนเพลียเมื่อจวนจะรุ่งสาง
เสียเต็มประดา จะเห็นแก่ความรักของเรา
รักเดินถึงกัน ถึงกระนั้นก็ยังมีภิกษุและ บ้างก็ไม่มีเลย” นางยิ่งคิดยิ่งซ้ำและน้อยใจ
อยู่แล้ว
อ่านต่อฉบับหน้า
Kalyanamitra.org
904