ข้อความต้นฉบับในหน้า
ย่าตายาย ชาวบ้านในแต่ละภาคนั้น
เขา
เขามีฝีมือมาจากบรรพบุรุษ
มีความสามารถสร้างลวดลายศิลปะ
ออกมาจากมันสมองของเขาเอง ไม่
ได้เขียนเป็นตำรา พระองค์ทรง
ปรารถนาจะอนุรักษ์ฝีมือเอาไว้เป็น
มรดก เป็นของคู่บ้านคู่เมือง...”
ท่านผู้หญิงกล่าวต่อไปว่า พระองค์
ทรงคิดของพระองค์เช่นนี้ เวลาเสด็จ
เยี่ยมราษฎร ทรงมองลึกเข้าไปถึงจิตใจ
ของเขา ทรงสังเกตหมดเลย หน้าตาเขา
เป็นอย่างไร บอกว่าเขามีความสุขหรือ
เขามีทุกข์อยู่ในหน้า ได้ทอดพระเนตร
อย่างละเอียดถึงเพียงนั้น
“ต่อมา นายกรัฐมนตรี ซึ่งตาม
เสด็จเวลาทรงเยี่ยมราษฎรอยู่เสมอ เห็น
ว่า โครงการศิลปาชีพเป็นงานที่ใหญ่มาก
ราษฎรได้รับประโยชน์จริง ๆ เงินทองราย
ได้ถึงมือราษฎรจริง ๆ จึงให้รัฐบาลตั้ง
เป็นกองศิลปาชีพขึ้นมาประสาน ช่วยกัน
ดูแลกับมูลนิธิ เลยแยกกันไม่ค่อยออก
สําหรับกองศิลปาชีพนั้น เป็นหน่วยงาน
ราชการ ไม่มีสิทธิ์หาเงิน แต่มูลนิธิฯ มี
สิทธิหาทุนได้ สิ่งสำคัญ โรงเรียนศิลปา
ชีพในสวนจิตรลดานั้น เป็นโรงฝึก ไม่ใช่
โรงงาน จึงไม่เคยคิดจะสร้างเครื่องจักร
ขึ้นมาทำสิ่งเหล่านี้ ต้องการใช้ฝีมือของคน
เพราะต้องการคุณภาพมากกว่าปริ
มาณ
ในการเสด็จเยี่ยมราษฎรแต่ละ
ภาคนั้น ราษฎรจะกราบบังคมทูลถึง
ความทุกข์ร้อนให้ทรงทราบ พระองค์
ทรงคิดว่า ทำอย่างไรที่จะช่วยเหลือ
ราษฎรของพระองค์ได้ ถ้าเขาทำ
อาชีพเดิมของเขาไม่ได้ เพราะการ
แปรปรวนของดินฟ้าอากาศ น่าจะมี
อาชีพเสริมให้เขา ก็ทรงดูว่า ในพื้นที่
นั้น ๆ เขาทำอาชีพอะไรกันอยู่แล้ว ซึ่งแต่
ละภาคก็ไม่เหมือนกัน เช่น ทางภาคใต้
ทําจักสานย่านลิเพา ภาคเหนือ ภาค
อีสานทอผ้า เพราะฉะนั้น หัตถกรรมของ
แต่ละภาคจึงแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ
อุปกรณ์ที่จะหาได้ในท้องถิ่น จะทรงคำนึง
ถึงข้อนี้เป็นสำคัญในการส่งเสริมอาชีพ
ให้แก่ราษฎร จากการที่ทรงคิดหาทาง
ช่วยเหลือราษฎรของพระองค์ดังกล่าว
ทรงใช้จ่ายจากพระราชทรัพย์ส่วนพระ
องค์ทุกอย่าง งานต่าง ๆ จึงก้าวหน้า
ขึ้น ทำให้ชาวบ้านมีอาชีพ มีรายได้เพิ่ม
ขึ้น ผู้ใกล้ชิด ข้าราชบริพาร ได้กราบ
บังคมทูลว่า ควรจัดตั้งเป็นมูลนิธิ ดังนั้น
มูลนิธิจึงได้กำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๑ กรก
ฎาคม ๒๕๑๙ พระราชทานชื่อว่า “มูล
นิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษ" ทรงรับไว้
ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เมื่อพระองค์
เสด็จเยี่ยมราษฎรในภาคต่าง ๆ ทรงพบ
ครอบครัวที่ยากจน ไม่มีการศึกษา ไร้ที่
ทํากิน หรือมิร่างกายไม่แข็งแรง ก็จะทรง
เลือกคนใดคนหนึ่งในครอบครัวเหล่า
นั้น เข้ามาเป็นนักเรียนศิลปาชีพ จาก
เด็กที่อยู่ในท้องไร่ท้องนา ไม่เคยจับงาน
ฝีมืออะไรทั้งสิ้น ทรงให้มาฝึกทีละเล็กที
ละน้อย ฝึกการเขียนลาย ฝึกการถมทอง
ทีละขั้นตอน จนกระทั่งใช้การได้...ปัจจุ
บัน มีนักเรียนศิลปาชีพประมาณ ๕๐๐
คน
ท่านผู้หญิงสุประภาดา กล่าวเพิ่ม
เติมถึงหลักการของมูลนิธิศิลปาชีพว่า
ส่งเสริมคนที่ไม่เคยขายเคยทำให้ทำได้ ที่
เขาทำดีอยู่แล้วก็ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง
และจะมีโรงฝึกศิลปาชีพอยู่ตามพระ
ตำหนักในภาคต่าง ๆ โดยนำนักเรียนจาก
โรงเรียนศิลปาชีพ สวนจิตรลดาไปบาง
ส่วน ไปช่วยในการฝึก และจะมีชาวบ้าน
ในละแวกนั้นมาเรียนด้วย งานบางอย่าง
เช่น งานปักก็ใช้เวลาเรียนประมาณ ๓๐
วัน ก็กลับไปทําที่บ้าน แล้วให้ส่งผลงาน
มา ทางมูลนิธิก็จะรับไว้แล้วจัดส่งเงินไป
ให้ ปีต่อไปก็มาเรียนต่อทำให้ฝีมือม
ระดับสูงขึ้น ก็ทำกันเช่นนี้ บางคนก็เป็น
ชาวไทยภูเขา ซึ่งมักจะทอผ้าชาวเขา หรือ
ทำเครื่องเงินอยู่แล้ว พวกเขามากราบทูล
สมเด็จพระนางเจ้าฯ ให้ทรงช่วยออกแบบ
ลายใหม่ ๆ ให้แล้วเขาก็มาฝึกแต่ไม่ได้อยู่
กับเราตลอดทั้งปี พอกลับไปบ้านก็ได้
ไปสอนผู้คนในหมู่บ้านเป็นการพัฒนารูป
แบบใหม่ ๆ
หลังจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรง
ไปพบชาวอีสานอพยพในนิคมของกรม
ประชาสงเคราะห์ ซึ่งอพยพครอบครัวไป
เริ่มปลูกยางพาราใหม่ที่ภาคใต้ แต่ละ
ครอบครัวมีความทุกข์กังวล คล้ายกับพืช
ที่ถูกถอนรากถอนโคนไปปลูกใหม่ในที่
ใหม่ ยังไม่รู้จะเริ่มชีวิตอย่างไรดี ทรงเห็น
สภาพเช่นนี้ ทรงมีพระเมตตาสงสาร
โปรดให้ทอผ้าไหมแบบอีสาน จึงเกิด
โครงการให้ชาวบ้านในภาคอีสานผลิต
เส้นไหม แล้วส่งไปตามโครงการต่าง ๆ ที่
ชาวอีสานส่วนหนึ่งอพยพไปอยู่ ทำให้
ชาวอีสานเหล่านั้นมีความสุขขึ้น เพราะ
ได้ทำงานฝีมืออันเป็นศิลปะที่เขาทำมา
นานแต่ครั้งบรรพบุรุษ ทำให้เกิดกำลังใจ
ในการตั้งรกรากใหม่ บางครั้ง ก็โปรด
ให้ทอผ้าฝ้ายด้วยลวดลายต่าง ๆ
แล้วทรงรับซื้อไปทำม่าน ผ้าปูโต๊ะ ผ้า
เช็ดมือ ตามพระราชฐานในภาคต่าง ๆ
ด้วย
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรม
ราชินีนาถ ทรงมีสายพระเนตรที่กว้างไกล
ทรงเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ทรัพยากร
ธรรมชาติ ทรงเอาพระทัยใส่ดูแลรักษา
b
Kalyanamitra.org
กัลยาณมิตร/สิงหาคม ๒๕๓๐