ข้อความต้นฉบับในหน้า
“ไม่เป็นไร” นางคาร์เวอร์พูด
“ทำงานของเจ้าต่อไปเถอะ นี่คุณมิลเล่อร์
เธอกับสามีเพิ่งย้ายมาอยู่ที่บ้านใหญ่
ไปตามถนนนี้ ฉันกำลังอวดสวนของเจ้า
แค่เธออย่างไรล่ะ”
“สวนนี้สวยมาก ยอร์ช” นางมีล
เล่อร์ชมและยิ้มกับเขา
เด็กน้อยยิ้มตอบอย่างอาย ๆ แล้ว
ก็กลับนั่งคุกเข่าลงอีก แต่คราวนี้เขาคอย
สังเกตอาการเคลื่อนไหวของสตรีทั้งสอง
เขาสงสัยว่าหญิงผู้มาใหม่จะแลเห็น
ดอกไม้อย่างชัดเจนหรือไม่ ถ้าเห็น
เหมือนกับคนอื่น ๆ ทั่วไปแล้ว เธอก็
เป็นแต่เพียงมองดูเท่านั้น ตลอดเวลา
สองปีที่ผ่านไป เขาได้เรียนรู้ว่า คนทั่วไป
มองเห็นอะไรไม่ถี่ถ้วนนัก
เขาถอนหายใจลึก อยากจะให้คน
ทั้งหลายเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ในป่าได้อย่าง
ง่ายดายดังเช่นที่ตัวเขาเข้าใจ กระต่าย
กระรอก และนกไม่เคยรังเกียจในการที่
เขาพูดออกมาเป็นคำไม่ได้นั้นเลย เขา
คิดอย่างเป็นสุขใจว่า สัตว์เหล่านั้นชอบ
เขาเท่ากับที่เขาชอบมันเหมือนกัน เขามี
ผิวเนื้อสีใกล้เคียงกับสัตว์เหล่านั้นด้วย
สัตว์บอกความลับแก่เขา ต่างก็เข้าใจสิ่ง
กันและกันต์
ในขณะนี้สองสตรีเดินห่างออกไป
มากแล้ว เขาจึงไม่ได้ยินเสียงเธอพูดกัน
แต่เขาก็แลเห็นนางคาร์เวอร์ชี้มือไปที่
ดอกไม้ซึ่งวันหนึ่งกระต่ายได้พาเขาไปพบ
เรื่องนี้เขาได้แสดงให้นางคาร์เวอร์เข้าใจ
ท่าทางของกระต่ายที่มันบอกเขาว่า
ดอกไม้เหล่านั้นอยู่ที่ไหน นางคาร์
เว่อร์เตือนว่าเขาไม่ควรจะแต่งเรื่องขึ้น
แต่แล้วเธอก็หัวเราะ ผู้ใหญ่ดูเหมือนจะไม่
รู้เรื่องเลยว่า ทุกสิ่งพูดได้ เด็กน้อยก็
พูดไม่ได้เสียด้วย จริงอยู่บางคาร์เวอร์
๘๖
เข้าใจเสียงร้องของเด็กซึ่งเป็นเสียงเล็ก ๆ
ได้ดี แต่ส่วนสามีของเธอนั้นแตกต่าง
กันมาก นับว่าเคราะห์ของเด็กยังดีอยู่ที่มี
นางคาร์เวอร์เข้ามาร่วมอยู่ด้วย เด็กน้อย
มักจะมาอยู่ใกล้ชิดกับเธอเสมอ เช่นครั้ง
หนึ่งได้มีเรื่องเกี่ยวกับต้นแอปเปิ้ล เด็กน้อย
แลเห็นตัวแมลงเล็ก ๆ เกาะกินต้นไม้อยู่
แต่ลูกจ้าง นายคาร์เวอร์ และแม้นาง
คาร์เว่อร์ก็ไม่เคยเห็นมันเลย เขาเหล่านั้น
กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อจะให้ได้ผล
มาก ๆ ในคราวที่เก็บเกี่ยว หนูน้อยได้
พยายามที่จะชี้ให้นายคาร์เวอร์ดู แต่
นายคาร์เวอร์กลับดุว่า
“ต้องการอะไรนะ” แล้วกล่าวอีกว่า
“ไปเสียให้พ้น อย่ามารบกวนข้า
หนูน้อยได้พยายามจะให้เขาเห็น
ตัวแมลงเล็ก ๆ หลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ
จึงต้องเลิกล้มความตั้งใจ ส่วนตัวแมลง
ก็ยังคงเกาะกินต้นไม้อยู่ต่อไป ในที่สุด
หนูน้อยทนอยู่ไม่ไหว จึงได้ถือเลื่อยปืนขึ้น
ไปบนต้นไม้นั้นด้วยตนเอง แล้วตัดกิ่งที่มี
แมลงทิ้งลงมา ทันใดนั้นมีเสียงค่ารวม
ขึ้นอย่างน่ากลัว นายคาร์เว่อร์ฉุดหนูน้อย
ลงมาจากต้นไม้และจะตีเพื่อลงโทษ เดชะ
บุญเผอิญนางคาร์เวอร์ได้ยินเสียงเอะอะ
เสียก่อนจึงออกมา หนูน้อยก็วิ่งเข้าไปหา
เธอ และชี้ให้ดูกิ่งไม้ที่ตัดนั้น หนูน้อย
เกือบจะไม่หายใจ มีอาการตัวสั่นเพราะ
ความกลัว กับเสียงร้องก็แหลมเล็กลง
กว่าที่เคย นางคาร์เว่อร์ทราบได้ทันทีว่า
เด็กพยายามจะบอกเรื่องสำคัญอะไรสัก
อย่างหนึ่ง ในที่สุดนายคาร์เวอร์ก็มอง
เห็นแมลงเล็ก ๆ นั้นได้ด้วยตนเอง แต่เขา
ไม่เข้าใจเลยว่าเด็กรู้ได้อย่างไร
ในตอนนี้หนูน้อยมีชื่อว่า “ยอร์ช”
ตามบิดาของเขา แม้นายคาร์เวอร์จะรู้สึก
ว่า การเรียกเช่นนั้นออกจะเป็นการแปลก
และขบขันก็ตามที
“เราจะต้องเรียกเขาอย่างใดอย่าง
หนึ่ง" นางคาร์เวอร์กล่าว "เขาจะมีชื่อแต่
เพียงว่า เจ้าเด็ก อยู่จนกระทั่งโตไม่ได้”
พี่ชายของยอร์ชชื่อ “จิม” รูปร่าง
โตกว่าน้องชายมาก ได้ไปเสียจากบ้าน
ของคาร์เวอร์ แล้วเที่ยวหางานรับจ้าง
นอกบ้านท่างานอดิเรก นาน ๆ จึงจะ
กลับบ้านเป็นครั้งคราวมาช่วยทำงานใน
ที่ไร่ของคาร์เว่อร์ แต่จมไม่มีนิสัยที่จะให้
เกิดความสนิทสนมเป็นกันเองกับยอร์ชชิ่ง
แบบบางอ่อนแออย่างใดเลย คาร์เวอร์
สามีภรรยาได้บอกแก่พี่น้องทั้งสองว่า
เขาไม่เป็นทาสต่อไปแล้ว จะไปไหนก็ได้
ตามต้องการ แค่อิสรภาพไม่มีความ
หมายสำหรับยอร์ชเลย เพราะไม่รู้ว่าจะ
ไปที่ไหน จิมพี่ชายก็ไม่สามารถที่จะ
คุ้มครองให้ความปลอดภัยแก่เขาได้
ที่ชายนามีมูนดินเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
อยู่ใต้ต้นไม้ มีผู้บอกว่าเป็นที่ฝังศพพี่สาว
ของเขา ยอร์ชมักแอบไปที่นั่นบ่อย ๆ
ไปนั่งลงที่ใต้ต้นไม้นั้น เขาปลูกหญ้า
มอสส์สีเขียวลงบนมูนดิน และเอาหินสี
ต่าง ๆ มาประดับล้อมรอบ เขาคิดว่า
พี่สาวคงจะชอบ มันเป็นหินชนิดดีที่สุด
ที่เขามีอยู่ นางคาร์เวอร์บอกว่า กระท่อม
ที่มีอยู่นั้นเป็นสมบัติของเขากับพี่ชาย
สองสามีภรรยาได้เล่าเรื่องมารดาให้เขา
ฟัง แต่เขาไม่เข้าใจดีนัก เขาถามตนเอง
ว่า มารดาได้สิ้นชีวิตไปแล้วหรือยัง ถ้า
สิ้นไปแล้วหลุมฝังศพอยู่ที่ไหน หากทราบ
เขาจะไปปลูกไม้ดอกอย่างสวยงามลงบน
หลุมนั้นด้วย ตั้งแต่นางคาร์เวอร์ได้เล่า
เรื่องของมารดาให้เขาฟังแล้ว เขาก็แน่ใจ
ว่ามารดาคงจะไม่ได้จากไปเพื่อที่จะละทิ้ง
เขาและจิมพี่ชายเป็นแน่ เมื่อเขาได้ขอร้อง
ให้เธอเล่าเพิ่มเติมอีก เธอสั่นศีรษะปฏิเสธ
กัลยาณมิตร/สิงหาคม ๒๕๓๐
Kalyanamitra.org