ข้อความต้นฉบับในหน้า
"เมื่อเป็นพระบรมราชโองการ
เราก็ต้องไป” ท่านพันธุละพูดอย่างเครียด
“ทำไมเรื่องโจรปล้นชาวบ้านเท่านี้
เอง จะต้องสั่งเสนาบดีไปปราบ เพียงแต่
ตำรวจหรือทหารธรรมดาก็น่าจะเพียงพอ
แล้ว" มัลลิกาท้วง
ปราบโจร
“น้องรัก” ท่านพันธุละยังคงพูด
อย่างเคร่งขรึม “พี่ว่าพระองค์ส่งพี่ไป
แม้พระองค์ทรงเห็นว่าพี่
สมควรจะปราบควายเปลี่ยวแล้วสั่งพี่
ไป พี่ก็จะต้องไป ยิ่งกว่านั้นถ้าพระองค์
จะส่งพี่ไปต่อสู้กับความตาย พี่ก็ต้องไป
พระราชาเป็นเจ้าชีวิต น้องรัก ชีวิตของเรา
เป็นของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงต้อง
การเมื่อไรเราก็ต้องถวายทันที
“แต่น้องรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างไร
พิกล พี่เคยจากน้องไปราชการอยู่เสมอมิใช่
ไม่เคยไป น้องไม่เคยสังหรณ์และวิตก
กังวลเหมือนครั้งนี้ พี่ไม่ไปไม่ได้หรือ?”
นางพร่าพลางกอดเอวของท่านเสนาบดี
ไว้
“พี่บอกน้องแล้วว่า เมื่อเป็นพระ
บรมราชโองการ ก็ต้องทำตาม คงไม่
เป็นไรดอกน้อง อย่ากังวลเลย" พันธุละ
ปลอบ
“แล้วทำไมต้องเอาลูก ๆ ไปทั้ง
หมดด้วย ลูกไม่ต้องไปไม่ได้หรือ?”
“นี่ก็เป็นพระบรมราชโองการอีก
เหมือนกัน” เมื่อนึกถึงลูก ท่านเสนาบดีก็
มีสีหน้าหม่นหมองลง แต่ก็กลับแช่มชื่นขึ้น
อย่างเดิม ในชั่วเวลาเล็กน้อย
"ไม่เอาทีฆภารายนะ หลานชาย
ไปด้วยหรือ?
"ไม่มีพระบรมราชโองการให้พาไป
"น้องขอไปด้วย"
"อย่าไปเลย ที่รัก เป็นเรื่องของพี่
และลูก ๆ เท่านั้น"
"อาวุโส” พระอานนท์เล่าต่อ
“ท่านพันธุละพูดเหมือนรู้เรื่องล่วงหน้า เสนาน
อยู่ตลอดเวลา นางมัลลิกาสังหรณ์ใจ
เครียดเหมือนจะเจ็บร้อนแทนท่านพันธุละ
พระอานนท์นิ่งอึ้งในท่าครอง
เป็นความสังหรณ์ที่มีเหตุผลอย่างมาก ท่านมองเหม่อไปข้างหน้าอย่างไร้จุด
ภราดร ความสังหรณ์ใจของสตรีนั้นมัก
จะมีมูลเหตุเสมอ สภาพดวงจิตของสตรี
หวั่นไหวง่าย ดังนี้จึงสามารถรับอารมณ์
อันเร้นลับได้ง่าย เหมือนน้ำตื้นย่อมกระ
เพื่อมได้เร็ว ประสาทที่ 5 ของคนไวต่อ
อารมณ์อันเร้นลับเสมอ
"อาวุโส! เมื่อมีข่าวท่านพันธุละ
ออกปราบโจรด้วยตนเอง โจรที่ก่อความ
วุ่นวายก็หลบหนีไป ความจริงโจรพวก
นี้ก็คือราชบุรุษที่พระเจ้าปเสนทิทรงแต่ง
ไปนั้นเอง และก็หาได้ปล้นหรือทำร้าย
ชาวบ้านอย่างข่าวลือไม่ เมื่อท่านพันธุละ
เดินทางกลับมานครสาวัตถีนั่นเอง ทหาร
ที่พระเจ้าปเสนทิแต่งตั้งไว้ให้ไปในขบวน
ของท่านพันธุละได้ลอบฆ่าท่านเสนาบดี
และลูก ๆ ทั้งหมด”
“ท่านผู้เจริญ” ภิกษุรูปหนึ่งกล่าว
ขึ้น “ไม่น่าจะเป็นไปได้เลยที่ท่านพันธุละ
จะไม่ทราบแผนการของพระเจ้าปเสนทิ
แต่ข้าพเจ้าคิดว่าท่านพันธุละเป็นเสนาบดี
ใจสิงห์พลัดพรากบ้านเมืองมา และหวัง
จะพึ่งร่มเงาของเพื่อน เมื่อเพื่อนคิดฆ่าก็
ไม่ทราบจะอยู่ไปทำไม ตายเสียดีกว่า"
“อนึ่ง ตามเค้าเรื่อง ถ้าท่านพันธุละ
ปรารถนารัชสมบัติในกรุงสาวัตถี ท่านก็
สามารถเอาได้โดยง่าย แต่ความจงรัก
ภักดี และซื่อสัตย์กตัญญูทำให้ท่านยอม
ตายดีกว่าที่จะทำการอสัตย์อกตัญญู
พระเจ้าปเสนทินั้นเป็นที่รู้ๆ กันอยู่แล้วว่า
เป็นกษัตริย์ที่โง่เขลา และพระกรรณ
เบาด้วย ข้าพเจ้าไม่ปลงใจเชื่อเลยว่า
ท่านพันธุละจะไม่ทราบถึงแผนการของ
พระเจ้าปเสนทิ” ภิกษุรูปนั้นพูดเสียง
หมายทุกคนคิดทุกคนเงียบนิ่งและนาน
"อาวุโส” พระพุทธอนุชากล่าว
ขึ้น “ในที่สุดพระเจ้าปเสนทิก็ทราบความ
จริงภายหลังว่า พันธุละมิได้คิดแย่ง
รัชสมบัติเลย ทรงเสียพระทัยอย่าง
ใหญ่หลวงจนหาความสุขในรัชสมบัติมิได้
แต่พระองค์ทรงรู้พระองค์เมื่อได้เสีย
คนดีไปอย่างจะเรียกกลับคืนมาไม่ได้อีก
แล้ว และสมัยที่พระองค์ทรงระลึกถึง
พันธุละมากที่สุด ก็คือสมัยที่มีราชกิจ
สำคัญ ๆ ซึ่งพระองค์ไม่สามารถวินิจฉัย
ได้ด้วยพระสติปัญญาของพระองค์เอง
"อาวุโส คนสอพลอนั้นนอกจาก
หาความสุขให้แก่ตนมิได้แล้ว ยังจะก่อ
ความยุ่งยากแก่คนดีคนบริสุทธิ์มากมาย
แต่โลกก็ไม่เคยขาดแคลนคนประเภทนี้
เขาแสดงอาการพินอบพิเทาต่อหน้าเจ้า
นายเสียจนออกหน้าออกตา และเหมือน
แสร้งทำ เมื่อใดมีโอกาสอยู่ตามลำพัง
กับเจ้านายเขาก็เริ่มลงมือทับถมความ
ดีของเพื่อน และคุ้ยเขี่ยความร้ายต่าง ๆ
ของเพื่อนขึ้นเสนอนาย คนประเภทนี้อยู่ที่
ใดก็เดือดร้อนที่นั่น แต่ก็ดูเหมือนจะซอก
แซกอยู่ทุกหนทุกแห่ง ถ้าไม่มีคนประเภท
ดังกล่าวนี้ ไฉนเลยท่านพันธุละจะต้อง
ตายอย่างน่าเศร้าและสังเวชใจ” พระ
อานนท์พูดจบแล้วบอกลาภิกษุเหล่า
นั้น แถลงว่าถึงเวลาที่จะต้องเข้าเฝ้าพระ
ผู้มีพระภาค
อ่านต่อ ฉบับหน้า
กัลยาณมิตร สิงหาคม ๒๕๓๐
Kalyanamitra.org
GTQ