ข้อความต้นฉบับในหน้า
ชีวิต นึกขึ้นทีไรมันเหมือนปลายหอก
ขวางอยู่ที่อก แต่ผู้เป็นใหญ่ที่จะทรงไว้ซึ่ง
ความยุติธรรมนั้น ก็คือผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ใน
ธรรม
รู้จักละอายใจในการแสวงหา
ความสุขสําราญบนความเดือดร้อนของ
ผู้อื่น ด้วยเหตุนี้พระศาสดาจึงตรัสว่า
ความละอายใจในการทำชั่ว และ
ความกลัวต่อผลอันเผ็ดร้อนของความ
ชั่ว ๒ ประการนี้เป็นธรรมคุ้มครอง
โลกให้สงบสุข โอกาสสำหรับการทำ
ชั่วนั้น ย่อมมีอยู่เสมอสำหรับผู้ขาด
ธรรม ปราศจากธรรม พระศาสดา
ตรัสว่า
“เมื่อฝูงโคกำลังว่ายข้ามน้ำ
ถ้าโคนายฝูงนำดี โคทั้งหลายก็จะ
ปลอดภัยขึ้นสู่ท่าที่ถูกต้อง ไม่ถูกน้ำ
พัด แต่ถ้าโคนายฝูงนำไม่ดี โคทั้ง
หลายย่อมเดือดร้อนได้รับอันตราย
ฉันโด
ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้น ผู้ใดถูก
แต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะ ถ้าเขาตั้ง
อยู่ในธรรม ซื่อสัตย์สุจริต ประชาชน
ผู้เดินตาม ก็น่าจะตั้งอยู่ในธรรม และ
ซื่อสัตย์สุจริตด้วย รัฐจะมีความสุข
ถ้าผู้เป็นใหญ่ประพฤติธรรม
Go
ท่านพันธุละเสนาบดี แม้จะไม่มี
หน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการวินิจฉัย
ความ แต่เมื่อประชาชนขอร้องท่านก็ต้อง
ทำ และเมื่อวินิจฉัยไปแล้วปรากฏว่าเป็น
ที่พอใจของมหาชนอย่างยิ่ง ท่าเจ้าของ
ทรัพย์ให้เป็นเจ้าของ ทำผู้ทุจริตให้พ่ายแพ้
ประชาชนชื่นชมยินดีโห่ร้องขึ้นอึงคะนึง
จนได้ยินถึงพระเจ้าปเสนทิโกศล พระองค์
ตรัสถามเรื่อง ทรงทราบความแล้วทรง
โสมนัสยิ่งนัก จึงทรงตั้งท่านพันธุละไว้ใน
ตำแหน่งผู้พิพากษาอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย
เรื่องร้ายในโรงวินิจฉัยสงบเรียบ
ร้อยตลอดมา แต่ท่านทั้งหลายก็ต้องไม่
ลืมว่า คนดีก็มีศัตรูเหมือนกัน และคนที่
เป็นศัตรูของคนดีนั้นคือคนร้าย เมื่อคณะ
ผู้พิพากษาผู้กินสินบนชุดเก่าถูกถอดออก
ก็โกรธเคืองและเกลียดชังท่านพันธุละ
ยิ่งมหาชนเคารพยกย่องท่านพันธุละมาก
เท่าใด คนพวกนั้นก็ยิ่งเกลียดชังท่าน
พันธุละมากขึ้นเท่านั้น ความเกลียดชัง
ที่เกิดจากความไม่ดีของผู้อื่น เป็น
ความเกลียดชังที่พอจะระงับได้บ้าง
แต่ความเกลียดชังที่มีแรงริษยาผสม
อยู่ด้วยนั้น จะคอยเร่งเร้าให้บุคคล
หาช่องทางทำลายผู้ที่ตนเกลียดชังอยู่
ความละอายใจในการทำชั่ว และ
ความกลัวต่อผลอันเผ็ดร้อนของ
ความชั่ว ๒ ประการนี้
เป็นธรรมคุ้มครองโลกให้สงบสุข
เสมอ ด้วยเหตุนี้คณะผู้พิพากษาชุดนั้น
จึงพยายามแทย์ให้พระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่
เกลียดชังท่านพันธุละ โดยคาดหมาย
ว่าอย่างไรเสีย เรื่องจะต้องถึงพระกรรณ
พระเจ้าปเสนทิโกศล และก็เป็นจริง
สมคะเนเรื่องที่ยุแหย่ให้เกลียดชังก็คือเรื่อง
รัชสมบัติ “พันธุละต้องการจะแย่งรัช
สมบัติ
“ดูก่อนท่านผู้สืบอริยวงศ์” พระ
อานนท์กล่าวต่อไป เรื่องใดเล่าจะร้าย
แรงสำหรับสตรียิ่งไปกว่าทราบว่าสามีอัน
เป็นที่รักของตน แบ่งใจให้หญิงอื่น เรื่อง
ใดเล่าจะร้ายแรงสําหรับบุรุษยิ่งไปกว่า
ถูกหยามเกียรติว่า เป็นผู้ไร้ความสามารถ
เรื่องใดเล่าจะร้ายแรงสําหรับคชสาร ยิ่ง
ไปกว่าถูกเห็นร่วมสังวาสกับนางฟัง เรื่อง
ใดเล่าจะร้ายแรงสำหรับแม่งูยิ่งไปกว่าถูก
ช่วงชิงไข่ เรื่องใดเล่าจะร้ายแรงสำหรับ
พระราชวยิ่งไปกว่าถูกแย่งรัชสมบัติ
อาวุโส! ด้วยเหตุนี้พระเจ้าปเสน
ทิโกศล เมื่อทรงเชื่อว่าท่านพันธุละคิด
กบฏก็ทรงวางแผนสังหารท่านพันธุละ
ทันที พระองค์ประสงค์จะยืมมือทหาร
ของพระองค์ให้ฆ่าท่านพันธุละ จึงกุข่าว
ขึ้นว่า ปัจจันตชนบทแห่งแคว้นโกศลมี
โจรกลุ่มหนึ่ง กำเริบใจเที่ยวปล้นและฆ่า
ชาวบ้านอย่างทารุณ ทำบ้านมิให้เป็น
บ้าน ทํานิคมไม่ให้เป็นนิคม พระองค์
ทรงมองไม่เห็นใครอื่นที่จะปราบได้
นอกจากพันธุละเสนาบดี”
เมื่อท่านพันธุละพร้อมด้วยบุตร
๓๒ คน เตรียมเดินทางไปปัจจันตชนบท
นั่นเอง นางมัลลิการู้สึกสังหรณ์ใจ
อย่างบอกไม่ถูก
“พี่! คนอื่นในเมืองสาวัตถีนี่ ไม่มี
อีกแล้วหรือ นอกจากท่านพันธุละ” นาง
ถามอย่างกังวล
กัลยาณมิตร สิงหาคม ๒๕๓๐
Kalyanamitra.org