ข้อความต้นฉบับในหน้า
ลักษณะอุโบสถแท้ต้อง
ทําสังฆกรรมได้ มิใช่
ต้องมีช่อฟ้าใบระกา
“เคยไปเห็นอุโบสถที่บังคลา
เทศ มีก้อนหินวางเรียง ๆ ไว้ 6 ก้อน
อย่างในลังกา ในอินเดีย ในเนปาล
ก็เหมือนกัน เขาไม่ได้สร้างเป็นตัวอาคาร
สูงหรูหราแบบบ้านเรา อย่างดีก็ก่อ
ฝาผนังขึ้นมามีหลังคาคลุมหน่อยก็แค่
นั้น เขาเรียกกันว่าโรงอุโบสถ ไม่มีพระ
พุทธรูป ไม่มีกำแพงแก้ว ไม่มีอะไรทั้งสิ้น
ลวดลายอะไรก็ไม่มี
ในประเทศไทยนี่ก็พอจะเห็นได้
อย่างที่วัดธารน้ำไหล ของท่านพุทธ
ทาส นั่นแหละแบบนั้นเลยจริง ๆ จึงไม่
จําเป็นต้องมีผนัง”
...เอาอย่างง่าย ๆ ยกตัวอย่าง
ปลายรัชกาลที่ ๒ และในรัชกาลที่ ๓
ศิลปะการสร้างโบสถ์ก็ฉีกแบบออก
ไปจากแบบโบราณเช่น พระอุโบสถวัด
ราชโอรส หรือวัดที่สร้างหลังจากวัด
ราชโอรสไป โดยเฉพาะวัดที่สร้างใน
รัชกาลที่ ๓
ศิลปะนั้นจะฉีกออกหรือแหวกแนว
ไปจากศิลปะดั้งเดิม คือศิลปะดั้งเดิมนั้นมี
ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันแกะ
สลักด้วยไม้ ตัวอาคารไม่มีเฉลียง ไม่มี
ชานรอบ พอมาปลายรัชกาลที่ ๒ ผู้ที่
ฉีกแนวออกมาก็คือรัชกาลที่ ๓
ตอนนั้นพระองค์ยังทรงอิสริยศักดิ์เป็น
พระราชโอรสอยู่ พระองค์ทรงสร้าง
พระอุโบสถที่วัดราชโอรสเป็นครั้งแรก
ทำพระอุโบสถไม่มีช่อฟ้า ไม่มีใบระกา
แล้วก็สร้างด้วยปูน แล้วก็มีกระ
เบื้องเคลือบแบบจีนเข้ามา อันนั้น
ตอนนั้นคนเขาถือว่าเป็นศิลปะจีน
ซึ่งความจริงก็ไม่ใช่ศิลปะจีน มันเป็น
ศิลปะไทยที่ล้ำสมัย เป็นไทยประยุกต์
คือเอามาผสมผสานให้กลมกลืนกัน
โดยใช้วัสดุที่มาจากเซรามิคหรือ
เครื่องเคลือบในครั้งกระนั้น
แม้ว่าศิลปะนี้จะออกมาอย่างไร
ในขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งพระธรรม
วินัยคือใช้ทำสังฆกรรมได้ถูกต้อง”
การมองศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
พระราชนิยมในรัชกาลที่ ๓ นั้น มีเหตุผล
สำคัญ คือเหตุอันเนื่องมาแต่การลงทุน
พระอุโบสถวัดราชโอรสาราม
เขตบางบุนเทียน
และการประหยัดโภคทรัพย์อันจะต้อง
เปลืองไปในกิจการบูรณะปฏิสังขรณ์ ต่อ
ไปในภายหน้าอีก ดังที่ปรากฏในเพลงยาว
ของพระยาชัยวิชิต (เผือก) ว่า
...อันวัดวาอาวาสประหลาดสร้าง
ยักย้ายหลายอย่างโบสถ์วิหาร
ช่อฟ้าหางหงส์ทรงบุราณ
ไม่ทนทานว่ามักจะหักพัง
พระอารามนามราชโอรส
หน้าบันชั้นลดลายฝรั่ง
กระเบื้องเคลือบสอดสีที่ผนัง
เป็นอย่างนอกออกปลั่งปลาบปลิว
๒๒
Kalyanamitra.org
กัลยาณมิตร/กันยายน ๒๕๓๐