ข้อความต้นฉบับในหน้า
๖๔
ทศพิธราชธรรม
ทศพิธราชธรรม หรือ ราช
ธรรม ๑๐ แปลว่า ธรรมของพระราชา
กิจวัตรที่พระเจ้าแผ่นดินควรประพฤติ
คุณธรรมของผู้ปกครองบ้านเมือง,
ธรรมของนักปกครอง มี ๑๐ ประการ
คือ
๑. ทาน การให้ คือ สละ
ทรัพย์สิ่งของ บำรุงเลี้ยง ช่วยเหลือ
ประชาราษฎร์ และบำเพ็ญสาธารณ
ประโยชน์
๒. ศีล ความประพฤติดีงาม
คือ สารวมกายและวจีทวาร ประกอบ
แต่การสุจริต รักษากิตติคุณ ให้
ควรเป็นตัวอย่าง และเป็นที่เคารพ
นับถือของประชาราษฎร์ มิให้มีข้อที่
ใคร ๆ จะดูแคลน
๓. ปริจจาคะ การบริจาค
คือ เสียสละความสุขสำราญ เป็นต้น
ตลอดจนชีวิตของตน เพื่อประโยชน์
สุขของประชาชน
เรียบร้อยของบ้านเมือง
และความสงบ
๔. อาชชวะ ความซื่อตรง
คือ ซื่อตรงทรงสัตย์ไร้มารยา ปฏิบัติ
ภารกิจโดยสุจริต มีความจริงใจ
ไม่หลอกลวงประชาชน
๕. มัททวะ ความอ่อนโยน
คือ มีอัธยาศัย ไม่เย่อหยิ่งหยาบคาย
กระด้างถือองค์ มีความงามสง่าเกิดแต่
ท่วงทีกิริยาสุภาพนุ่มนวล ละมุน
ละไม ให้ได้ความรักภักดี แต่มีขาด
ย่าเกรง
5. ตปะ ความทรงเดช คือ
แผดเผากิเลสตัณหา มิให้เข้าครอบงำ
ย่ำยีจิต ระงับยับยั้งข่มใจได้ ไม่ยอม
ให้หลงใหลหมกมุ่นในความสุขสำราญ
และความปรนเปรอ มีความเป็น
อยู่สม่ำเสมอ หรืออย่างสามัญ มุ่งมั่น
แต่จะบำเพ็ญเพียร ทำกิจให้บริบูรณ์
๗. อักโกธะ ความไม่โกรธ
คือ ไม่กริ้วกราด ลุอำนาจความโกรธ
จนเป็นเหตุให้วินิจฉัยความและกระทำ
การต่าง ๆ ผิดพลาดเสียธรรม
เมตตาประจำใจไว้ระงับความเคืองขุ่น
วินิจฉัยความและกระทำการด้วยจิตอัน
ราบเรียบเป็นตัวของตนเอง
๔. อวิหิงสา ความไม่เบียด
เบียน คือ ไม่บีบคั้นกดขี่ เช่น เก็บภาษี
ขูดรีด หรือเกณฑ์แรงงานเกินขนาด
ไม่หลงระเริงอำนาจ ขาดความกรุณา
หาเหตุเบียดเบียนลงโทษอาชญาแก่
ประชาราษฎร์ผู้ใด เพราะอาศัยความ
อาฆาตเกลียดชัง
๔. ขันติ ความอดทน คือ
อดทนต่องานที่ตรากตรำา ถึงจะลำบาก
กายนำเหนื่อยหน่ายเพียงไร
ก็ไม่
ท้อถอย ถึงจะถูกยั่วถูกหยันด้วยคำ
เสียดสีถากถางอย่างใด ก็ไม่หมด
กำลังใจ ไม่ยอมละทิ้งกรณีย์ที่บำเพ็ญ
โดยชอบธรรม
๑๐. อวิโรธนะ ความไม่
ตลาดธรรม คือ วางองค์เป็นหลักหนัก
แน่นในธรรมคงที่ ไม่มีความเอนเอียง
หวั่นไหวเพราะถ้อยคำที่ดีร้าย ลาภ
สักการะ หรืออิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์
ใด ๆ สถิตมั่นในธรรม ทั้งส่วนยุติธรรม
คือ ความเที่ยงธรรม ก็ดี นิติธรรม
คือ ระเบียบแบบแผนหลักการปกครอง
ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณี
อันดีงาม ก็ดี ไม่ประพฤติให้ตลาด
เคลื่อนวิบัติไป
ราชธรรม ๑๐ นี้ พึงจดจำ
ง่าย ๆ โดยคาถาในบาลี ดังนี้
ทาน สีล ปริจจาค อายุชว์ มาทว์ ตา
อกโกธ อวิหิสญฺจ ขนฺติญจ อวิโรธน์
ขุ.ชา. ๒๕/๒๔๐/๘๖
คัดมาจากหนังสือ พจนานุกรม
พุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม
ของ พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
จัดพิมพ์เผยแพร่โดย มหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์
มีองค์ ๘ ตั้งแต่ต้นก็ดีแหละ นี่เสีย
เวลามาตั้ง ๑๐ พรรษาแล้ว น่า
เสียดาย” เราก็จะไม่ต้องมาบ่นอย่างนี้
ครับ
ขอฝากพระคุณเจ้าเอาไว้ทุกรูป
นะครับว่า ไม่ว่าเราจะเป็นเจ้าอาวาส
หรือไม่ เราจะบวชระยะสั้นหรือระยะยาว
ก็ตามที ตั้งใจเถอะครับว่าบวชครั้งนี้จะ
มุ่งตรงไปพระนิพพาน ภายหน้าแม้นึก
ขึ้นมาครั้งใด ไม่ว่าจะลาสิกขา หรือจะ
บวชต่อก็จะภูมิใจตัวเองว่าเราได้ถางทาง
ไปพระนิพพานมาระยะหนึ่งแล้ว จะมาก
จะน้อยเท่าไรก็ตาม อย่างนี้ท่านเรียกว่า
นึกเมื่อไรก็มี“ปีติ” เป็นเครื่องตอบแทน
คือชื่นใจทุกครั้งไปเลย ตรงกันข้าม
หากทำกะผลุบกะโผล่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ กะ
พร่องกะแพร่ง ถึงคราวจะทำภาวนาก็
ขี้เกียจจะทำ ศีลก็ตก ๆ หล่น ๆ ความ
ประพฤติขาด ๆ อื่น ๆ อย่างนี้ไม่ตรง
ต่อหนทางพระนิพพาน ภายหน้าไม่ว่าจะ
ลาสิกขาไปแล้วหรือว่ายังบวชต่อ เมื่อ
นึกถึงขึ้นมาครั้งใดก็ตำหนิตัวเองได้ทุก
ครั้งไปว่า เราไม่น่าทำบกพร่องอย่างนั้น
เลย เกิด “วิปฏิสาร" มีความเหี่ยวแห้ง
ใจเป็นเครื่องตอบแทนหรือเครื่องลงโทษ
ไม่ได้ความเลยนะครับ สำหรับปัญหา
ข้อนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ที่จะ
เป็นผู้ปกครองที่ดีได้นั้น ต้องปฏิบัติ
ธรรมอีกข้อหนึ่งคือ “อาชชวะ"
หรือ “อุชุ” นั่นเอง อาชชวะหรืออุชุ
คือปฏิบัติให้ตรงต่อพระนิพพาน เป็น
คนตรงครับ ทำอะไรทำจริง เรียนก็เรียน
จริง สวดมนต์ก็สวดจริง ๆ นั่งสมาธิ
ก็นั่งกันจริง ๆ ไม่ใช่นั่งแก้บน อยู่วัดของ
เราก็ให้ตรงพระนิพพาน ความประพฤติ
ปฏิบัติอันใดก็ให้ตรงไปพระนิพพาน ไม่
แวะเสียข้างทาง
Kalyanamitra.org
กัลยาณมิตร/กันยายน ๒๕๓๐