ข้อความต้นฉบับในหน้า
พาชกก็สั่งให้เดินทางไปแสดงวาทะในที่ต่าง ๆ และสั่ง
ด้วยว่าถ้าผู้ใดสามารถโต้ตอบเอาชนะได้ ถ้าเป็นคฤหัสถ์
ก็ให้ฟังยอมตนเป็นภรรยาของผู้นั้น ถ้าเป็นบรรพชิต
ให้บวชในสำนักของผู้นั้น
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! สหัสสวาทะที่ข้าพระองค์
ได้เรียนมานี้ มีทั้งเรื่องท่องจำ และเรื่องที่ต้องใช้ปฏิภาณ
คนที่มีปฏิภาณดีแต่ความจำไม่ดีก็จำนนต่อปัญหาเกี่ยว
กับความจํา หรือคนที่มีความจำดีแต่ปฏิภาณไม่ดี ก็จำนน
ต่อปัญหาที่ต้องตอบด้วยปฏิภาณ ข้าพระองค์ได้เดิน
ทางไปในที่ต่าง ๆ เที่ยวแสดงวาทะไปอย่างคนใจลอย
เพราะเมื่อหวนไปนึกถึงความหลังของตนแล้ว ก็รู้สึกท้อ
แท้หดหู่ใจเหลือประมาณ แม้เช่นนั้น ระหว่างเดินทางไป
ในที่ต่าง ๆ ก็ไม่ค่อยมีใครสามารถโต้ตอบได้นานนัก โดย
มากก็งานนหรือชวนเลิกราไปก่อน
"ข้าแต่พระสุคตเจ้า เมื่อข้าพระองค์ได้มาพบพระ
สารีบุตรเถรเจ้า ณ กรุงสาวัตถีนี้ จึงได้รู้สึกว่าปัญหาทั้ง
ปวงที่คนร่ำเรียนมานั้น พระเถระมีความเชี่ยวชาญตลอด
จนรู้ระยะของปัญหาที่จะย้อนถามหรือชักให้ฉงนได้
ด้วย”
“ดูก่อนปริพาชิกา) ก็สารีบุตรเคยบวชเป็นปริ
พาชกเล่าเรียนจบไตรเทพ และวิชาทั้งปวงในสำนักนั้น ๆ
มาแล้ว จึงได้ละมาสู่ศาสนานี้ ไฉนจะไม่สามารถโต้ตอบ
กับเธอได้เล่า?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเถรเจ้าฉลาดในวาทะ
เท่านั้นก็หามิได้ ยังรู้จักไว้หน้ามิให้ข้าพระองค์ต้อง
อับอายแก่ผู้ฟังอีกเล่า ข้าพระองค์เสื่อมใสในความรู้และ
ความประพฤติของท่าน จึงได้มาหาท่านเพื่อฟังคำชี้แจง
สั่งสอนเมื่อเวลาสายวันนี้ บัดนี้ข้าพระองค์ได้รับความ
สว่างแห่งชีวิต จากพระเถระแล้ว จึงมากราบทูลขอบวช
เป็นภิกษุณีในพระพุทธศาสนา ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ทรงอนุเคราะห์ให้ข้าพระองค์ได้ถือเพศภิกษุณีในสำ
นักของพระองค์ด้วยเถิด”
"ดูก่อนปริพาชิกา เป็นลาภของเธอแล้วที่เธอได้
มาพบสารีบุตร ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชาความรู้ และจรณะ
ความประพฤติ สารีบุตรเป็นผู้นำธรรมเสนาของเราออก
แผ่ไปในที่นั้น ๆ เป็นสาวกที่ฉลาดสามารถอาจทำการ
ใหญ่ๆ ทั้งปวงแทนเราได้”
“ดูก่อนปริพาชิกา! ชีวิตในปางหลังของเธอนั้น
เมื่อล่วงมาถึงบัดนี้ ก็เป็นเพียงเรื่องสนุก ๆ ที่เธอจะนำไป
เล่าให้ใครต่อใครฟัง แล้วก็จะเล่ากันต่อ ๆ ไปเท่านั้น
ไม่มีอะไรเป็นสาระแท้จริงเหลืออยู่ ฉะนั้นจงผ่อน
คลายความโศกสลดทั้งปวง ถือเป็นเพียงเครื่องส่ง
เสริมตัวเธอให้ได้มาพบแสงสว่าง แท้จริงแสง
สว่างนั้นมิได้อยู่ในป่า มิได้อยู่ในบ้าน มิได้อยู่
เฉพาะที่คนนั้นคนนี้ หากอยู่ในภายในของทุก ๆ
คน เป็นแต่ว่าคนส่วนใหญ่ค้นไม่พบแสงสว่างในตัว
เอง จึงต้องแสดงอาการของผู้มืดบอด ทั้ง ๆ ที่ลืมตา
และทั้ง ๆ ที่เป็นเวลากลางวัน ตถาคตไม่อาจปฏิบัติ
แทนใครได้ แต่เป็นผู้ชี้ทางให้บุคคลค้นพบแสง
สว่างในตัวเอง ใครสนใจปฏิบัติในทางที่ถูกคนนั้นก็
จะพ้นจากทุกข์ได้”
ครั้นแล้วสมเด็จพระบรมศาสดา จึงสั่งพระสารีบุตร
เถรเจ้าให้ส่งชมพูปริพาชิกา ไปสู่สำนักของนางภิกษุณี
เพื่อให้ได้บวชในสงฆ์สองฝ่ายต่อไป
ดังได้สดับมา สัมพุปริพาชิกานั้น เมื่อบวชเป็นภิก
ษุณีแล้วก็ปรากฏนามใหม่ว่า กุณฑลเกสีเถรี และได้
บรรลุอรหัตผลในเวลาอันไม่นาน” สมเด็จพระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นภิกษุณีสาวิกา ผู้
ยอดเยี่ยมในทางตรัสรู้ได้อย่างรวดเร็ว
(กรุณาอ่านต่อในฉบับสมบูรณ์ของท่านอาจารย์สุชีพ ปุญญา
ภาพ)
๑. ในบาลีสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๐ หน้า ๓๓ เรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า
ภัททากุณฑลเกสา และอรรถกถาแห่งสูตรนั้นเล่าเพี้ยน
ไปมา กว่าอรรถกถาธรรมบท เชนในการบวช เล่าว่าบวชในสา
นักนิครนถ์ เพราะถอนผมทีละเส้นด้วยกะลาตาล ผมที่ขึ้นใหม่
จึงขอเป็นวงกลมคล้ายแหวนหรือตุ้มหู ชื่อกุณฑลเกสา แปล
ว่ามีผมขอเป็นวงแบบตุ้มหู
Kalyanamitra.org
กัลยาณมิตร กันยายน ๒๕๓๐