การบรรลุธรรมของพระจุลปันถก วารสารกัลยาณมิตร ปี 2530 ฉบับที่ 11 หน้า 28
หน้าที่ 28 / 120

สรุปเนื้อหา

ในอดีตชาติ พระจุลปันถกเคยเกิดเป็นพระราชา ขณะกำลังทรงเลียบพระนครพระเสโทไหล จากพระนลาฏ” ก็เอาผ้าขาวผืนใหญ่เช็ด ผ้านั้นก็เปรอะเปื้อนหมองคล้ำไป จึงเกิดความ สลดใจรำพึงว่า ผ้าขาวสะอาดหมดจดแต่ เมื่อถูกกายของเราเข้าเท่านั้น ก็กลับกลาย เป็นของเศร้าหมองไป สังขารของคนเรา ไม่น่าชื่นชมอย่างนี้เอง ชีวิตของพวกเรา ไม่เที่ยงอย่างนี้เอง พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าพระจุลบันถูก มีอุปนิสัยในการพิจารณาเช่นนี้มาก่อน จึงทรง เนรมิตผ้าขาวบริสุทธิ์ผืนหนึ่งด้วยพุทธานุภาพ ประทานแก่พระจุลปันถูก ตรัสสั่งให้นั่งหันหน้า ไปทางทิศตะวันออก แล้วลูบคลำผ้าผืนนั้น พร้อมกับบริกรรมภาวนาว่า “รโชหรณ์ รโชหรณ์ (ผ้าเช็ดธุลี ผ้าเช็ดธุลี)” ไปเรื่อย ๆ ครั้นได้เวลาฉันภัตตาหาร พระสัมมา สัมพุทธเจ้าก็เสด็จนำพระภิกษุสงฆ์ทั้งวัด ไปยังบ้านหมอชีวก ฝ่ายพร

หัวข้อประเด็น

- การบรรลุธรรมของพระจุลปันถก

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ในอดีตชาติ พระจุลปันถกเคยเกิดเป็นพระราชา ขณะกำลังทรงเลียบพระนครพระเสโทไหล จากพระนลาฏ” ก็เอาผ้าขาวผืนใหญ่เช็ด ผ้านั้นก็เปรอะเปื้อนหมองคล้ำไป จึงเกิดความ สลดใจรำพึงว่า ผ้าขาวสะอาดหมดจดแต่ เมื่อถูกกายของเราเข้าเท่านั้น ก็กลับกลาย เป็นของเศร้าหมองไป สังขารของคนเรา ไม่น่าชื่นชมอย่างนี้เอง ชีวิตของพวกเรา ไม่เที่ยงอย่างนี้เอง พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าพระจุลบันถูก มีอุปนิสัยในการพิจารณาเช่นนี้มาก่อน จึงทรง เนรมิตผ้าขาวบริสุทธิ์ผืนหนึ่งด้วยพุทธานุภาพ ประทานแก่พระจุลปันถูก ตรัสสั่งให้นั่งหันหน้า ไปทางทิศตะวันออก แล้วลูบคลำผ้าผืนนั้น พร้อมกับบริกรรมภาวนาว่า “รโชหรณ์ รโชหรณ์ (ผ้าเช็ดธุลี ผ้าเช็ดธุลี)” ไปเรื่อย ๆ ครั้นได้เวลาฉันภัตตาหาร พระสัมมา สัมพุทธเจ้าก็เสด็จนำพระภิกษุสงฆ์ทั้งวัด ไปยังบ้านหมอชีวก ฝ่ายพระจุลบินถูกนั่งมองดูดวงอาทิตย์ ไป มือก็ลูบผืนผ้าขาวไป พร้อมกับบริกรรม ภาวนาตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสั่งไว้ ทุกประการ ชั่วครู่ เมื่อก้มดูผ้าในมือก็เห็น หมองคล้ำ จึงบังเกิดความสลดใจว่า ผ้าขาว บริสุทธิ์แท้ๆ โดนกายเราเพียงครู่เดียวเท่านั้น ก็กลับกลายเป็นผ้าสกปรกเปรอะเปื้อนถึงปานนี้ ทำให้ฉุกคิดขึ้นมาว่า สังขารทั้งหลายที่ว่า สวยงามนั้น ที่แท้แล้วเป็นที่จับเกาะของ ละอองธุลีทั้งหลาย เป็นที่รองรับการไหล ออกของเหงื่อไคล โดยปกติร่างกายมัก สกปรกเปรอะเปื้อน ต้องคอยชำระล้าง ให้สะอาดอยู่เสมอ สังขารทั้งหลายแท้ ที่จริงแล้ว มีแต่ความไม่เที่ยง ต้องเสื่อม ไปทุกขณะเป็นธรรมดา ๖ เหงื่อ หน้าผาก b C ขณะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับ ฉันภัตตาหารอยู่ที่บ้านหมอชีวก ทรงเห็นด้วย พระญาณว่า ใจของพระจุลบันถูกนุ่มนวลควร แก่การเข้าถึงธรรมแล้ว จึงเปล่งพระรัศมีมา ปรากฏดังประทับอยู่เฉพาะหน้าพระจุลบันถูก แล้วตรัสว่า “ผ้านั้นเศร้าหมองได้ด้วย ฉันใด ใจของคนเราก็ฉันนั้น ย่อมเศร้าหมองได้ ด้วยธุลี คือกิเลส อันได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ เธอจงชำระธุลีแห่งใจคือ ราคะ โทสะ โมหะ ทั้งสามประการนี้ออกเสีย ให้สิ้น จบพระธรรมเทศนา พระจุลปันถก สามารถประคองใจให้หยุดนิ่ง ตั้งมั่นไม่หวั่น ไหว ณ ศูนย์กลางกาย บรรลุธรรมกายพระ อรหันต์สําเร็จเป็นพระอรหันต์พร้อมด้วย ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ ณ ตรงนั้นเอง ฝ่ายหมอชีวกน้อมนำทักษิโณทกเข้าไป ถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงปิด บาตรด้วยพระหัตถ์ แล้วตรัสว่า หรือ? “ชีวก ในวัดยังมีภิกษุอีกรูปหนึ่งมิใช่ พระมหาปันถกกราบทูลว่า “ภิกษุทั้งหลายหมดแล้วพระเจ้าข้า" * ความแตกฉานอันประเสริฐ ๔ ประการ ได้แก่ ๑. อัตตปฏิสัมภิทา หมายถึงความสามารถ ขยาย อธรรมให้ละเอียดพิสดาร ๒ ธัมมปฏิสัมภิทา หมายถึง ความสามารถ ย่อข้อธรรมที่ละเอียดพิสดารให้สั้นลง สรุปเป็นข้อความสั้น ๆ ๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา หมายถึง ความสามารถ พูดให้คนเข้าใจได้ ตลอดถึงรู้ภาษาต่าง ประเทศ ๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา หมายถึง ความ สามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า กล่าวโต้ตอบได้ทันท่วงที มีไหวพริบดี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า -ยังมีอีก ซิ่วก- หมอชีวกจึงส่งคนไปดูที่วัด ขณะนั้นพระ จุลปันถกรู้ด้วยญาณของธรรมกาย จึงอธิษฐาน จิตเนรมิตตนเป็นภิกษุจำนวนพันรูปกำลังทำ กิจต่าง ๆ ไม่ซ้ำกันเลยอยู่เต็มวัด บ้างก็กวาด ลานวัด บ้างก็ซักสบงจีวร บ้างก็เดินจงกรม ฯลฯ เมื่อคนรับใช้เห็นภิกษุมากมายถึงปานนั้น จึงรีบกลับมารายงานว่า ที่วัดมีภิกษุเต็มไปหมด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสั่งให้คนรับใช้กลับ ไปที่วัดอีกครั้งหนึ่งแล้วให้บอกว่า พระบรม ศาสดาตรัสเรียกหาพระจุลบันถูก คนรับใช้ ทำตามรับสั่ง ภิกษุทั้งพันรูปก็ขานรับว่า ตนชื่อ จุลปันถูก เขาจึงรีบกลับมาทูลว่า ภิกษุทั้งวัด ชื่อจุลปินถูกเหมือนกัน พระพุทธองค์จึงตรัส สั่งให้คนรับใช้กลับไปอีกเป็นครั้งที่สามและ ให้คอยจ้องดูให้ดี ๆ ว่า ถ้ารูปใดขานรับขึ้นก่อน ให้จับมือภิกษุรูปนั้นไว้ ครั้นคนรับใช้ทำตามรับสั่ง ภาพภิกษุ รูปอื่นทั้งวัดก็หายไปทันที คนรับใช้จึงนิมนต์ พระจุลบันถูกไปยังบ้านหมอชีวก เมื่อพระจุลบินถูกมาถึงแล้ว พระสัมมา สัมพุทธเจ้าตรัสสั่งให้หมอชีวกจัดภัตตาหาร ถวาย และกำหนดให้เป็นผู้กล่าวอนุโมทนา อีกด้วย วันรุ่งขึ้น พระภิกษุประชุมสนทนากัน ในธรรมสภา ต่างพากันสรรเสริญพระคุณ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอเนกประการ ที่ทรงพระปรีชาสามารถช่วยให้พระจุลบันถูก บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ พร้อมด้วยปฏิสัม ภิทาญาณ ๔ และแทงทะลุปรุโปร่งในพระ ไตรปิฎกตลอด ๕๕,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ชั่วระยะเวลาเพียงเล็กน้อยก่อนฉันภัตตาหาร เท่านั้น ครั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทราบความ แล้ว จึงทรงระลึกชาติด้วยบุพเพนิวาสานุสติ ญาณ แล้วตรัสว่า พฤศจิกายน ๒๕๓๐ Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More