กาลที่ควรฟังธรรม วารสารกัลยาณมิตร ปี 2530 ฉบับที่ 11 หน้า 89
หน้าที่ 89 / 120

สรุปเนื้อหา

กาลที่ควรฟังธรรม ๑. วันธรรมสวนะ คือ วันพระนั่น เอง เฉลี่ยประมาณ ๗ วันครั้ง ทั้งนี้เพราะ ธรรมดาคนเรา เมื่อได้ฟังเทศน์ ฟังธรรม ฟัง คำสั่งสอนตักเตือนจากพ่อแม่ ครูอาจารย์ ใหม่ ๆ ก็ยังจำได้ดีอยู่ แต่พอผ่านไปสัก ๗ วัน ชักจะเลือน ๆ ครูอาจารย์บอกให้ขยันเรียน ขยันไปได้ไม่กี่วันชักจะขี้เกียจอีกแล้ว เพราะ ฉะนั้น ๗ วัน ก็ไปให้ท่านกระหนาบ ย้ำเตือน คำสอนเสียครั้งหนึ่ง ๒. เมื่อจิตถูกวิตกครอบงำ คือ เมื่อ ใดก็ตามที่มีความคิดไม่ดีเกิดขึ้นในใจของเรา ทำให้ใจขุ่นมัว เศร้าหมอง ฟุ้งซ่าน เมื่อนั้น ให้รีบเร่งไปฟังธรรม จะเช้า จะสาย จะบ่าย จะเย็น วันโกน วันพระ หรือวันอะไรก็ตาม ไม่เกี่ยงทั้งนั้น ไม่ต้องรอ ความคิดที่ทำให้ใจของเราเศร้าหมอง แบ่งได้เป็น ๓ ประเภทใหญ่ได้แก่ ๒.๑ เมื่อกามวิตกกำเริบ คือ เมื่อ ใจของเราฟุ้งซ่านด้

หัวข้อประเด็น

- กาลที่ควรฟังธรรม

ข้อความต้นฉบับในหน้า

กาลที่ควรฟังธรรม ๑. วันธรรมสวนะ คือ วันพระนั่น เอง เฉลี่ยประมาณ ๗ วันครั้ง ทั้งนี้เพราะ ธรรมดาคนเรา เมื่อได้ฟังเทศน์ ฟังธรรม ฟัง คำสั่งสอนตักเตือนจากพ่อแม่ ครูอาจารย์ ใหม่ ๆ ก็ยังจำได้ดีอยู่ แต่พอผ่านไปสัก ๗ วัน ชักจะเลือน ๆ ครูอาจารย์บอกให้ขยันเรียน ขยันไปได้ไม่กี่วันชักจะขี้เกียจอีกแล้ว เพราะ ฉะนั้น ๗ วัน ก็ไปให้ท่านกระหนาบ ย้ำเตือน คำสอนเสียครั้งหนึ่ง ๒. เมื่อจิตถูกวิตกครอบงำ คือ เมื่อ ใดก็ตามที่มีความคิดไม่ดีเกิดขึ้นในใจของเรา ทำให้ใจขุ่นมัว เศร้าหมอง ฟุ้งซ่าน เมื่อนั้น ให้รีบเร่งไปฟังธรรม จะเช้า จะสาย จะบ่าย จะเย็น วันโกน วันพระ หรือวันอะไรก็ตาม ไม่เกี่ยงทั้งนั้น ไม่ต้องรอ ความคิดที่ทำให้ใจของเราเศร้าหมอง แบ่งได้เป็น ๓ ประเภทใหญ่ได้แก่ ๓ ๒.๑ เมื่อกามวิตกกำเริบ คือ เมื่อ ใจของเราฟุ้งซ่านด้วยเรื่องเพศ เรื่องรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ห่วงหาอาลัยอาวรณ์ต่อสิ่ง อันเป็นที่รัก ที่พอใจ ๒.๒ เมื่อพยาบาทวิตกกำเริบ คือ เมื่อใจของเราถูกความโกรธเข้าครอบงำ เกิด ความรู้สึกอยากล้างผลาญ ทำลายผู้อื่น ไม่ว่า จะเป็นการคิดผลาญทรัพย์ ผลาญชีวิต หรือ ผลาญเกียรติยศ ศักดิ์ศรี ก็ตาม ๒.๓ เมื่อวิหิงสาวิตกกำเริบ คือ เมื่อใดที่ใจของเราเกิดความคิดอยากจะเบียด เบียนผู้อื่น คิดจะเอาเปรียบ คิดจะกลั่นแกล้ง รังแกเขา พฤศจิกายน ๒๕๓๐ เมื่อใดที่ความคิดทั้ง ๓ ประเภทนี้เกิดขึ้น ให้รีบไปฟังธรรม อย่ามัวชักช้า มิฉะนั้น อาจ ไปทำผิดทำพลาดเข้าได้ ๓. เมื่อมีผู้รู้มาแสดงธรรม คือ เมื่อ มีผู้มีความรู้มีความสามารถและมีธรรม มา แสดงธรรมให้รีบไปฟัง เพราะบุคคลเช่นนี้หา ได้ยากในโลก ต้องรอให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บังเกิดขึ้นในโลกก่อน แล้วต้องตั้งใจศึกษาธรรม ของพระองค์ให้เข้าใจแตกฉาน เท่านั้นยังไม่พอ จะต้องมีความสามารถถ่ายทอดความรู้ให้ ผู้อื่นได้อีกด้วย ดังนั้นเมื่อมีโอกาสเช่นนี้ เรา ต้องรีบไปฟังธรรมจากท่าน คุณสมบัติของ ผู้แสดงธรรมที่ดี “อานนท์ การแสดงธรรมให้คนอื่น ฟัง ไม่ใช่ของง่ายเลย ผู้ที่จะแสดงธรรม ให้คนอื่นฟัง จะต้องอยู่ในธรรมะถึง ๕ ประการ" นี่คือพุทธวจนะที่ตรัสแก่พระอานนท์ ถึงคุณสมบัติของผู้แสดงธรรมที่ดี ๕ ประการ คือ ๑. ต้องแสดงธรรมไปตามลำดับ ของเรื่อง ไม่วกวน ไม่กระโดดข้ามขั้นข้าม ตอน แสดงธรรมลุ่มลึกไปตามลำดับ ซึ่งผู้ที่จะ แสดงเช่นนี้ได้จะต้อง ๑.๑ มีความรู้จริง รู้เรื่องที่จะเทศน์ จะสอนดีพอที่จะทราบว่าอะไรควรพูดก่อน อะไรควรพูดทีหลัง ๑.๒ มีวาทศิลป์ มีความสามารถใน ธรรมะทุกบท ทุกข้อใน พระพุทธศาสนามีอานิสงส์ว่า ถ้าใครเอาไปปฏิบัติจริง ๆ อย่างยิ่งยวด แม้เพียงข้อเดียว แล้ว ก็สามารถทำกิเลส ให้หมด เข้าพระนิพพาน ได้ทั้งสิ้น การพูด มีจิตวิทยาในการถ่ายทอด รู้ สภาพจิตใจของผู้ฟังว่าควรรู้อะไรก่อนอะไร หลัง - ๑.๓ ต้องมีการเตรียมการ วางเค้า โครงเรื่องที่จะแสดงล่วงหน้าทำอะไร มีแผน ไม่พูดเบา ไม่ใช่เทศน์ตามอำเภอใจ ต้องมีองค์ประกอบ ๓ อย่างนี้ จึงจะ แสดงธรรมลุ่มลึกไปตามลำดับได้ ๒. ต้องแสดงธรรมอ้างเหตุอ้างผล ให้ผู้ฟังเข้าใจได้ ผู้แสดงจะต้องเข้าใจเรื่อง ที่จะแสดงอย่างปรุโปร่ง ไม่ใช่ท่องจำเขามา พูด เวลาแสดงธรรมก็อ้างเหตุอ้างผล ยก ตัวอย่างประกอบ แยกแยะให้เห็นอย่างชัดเจน แจ่มแจ้งได้ เมื่อผู้ฟังสงสัยซักถามจุดไหน ประเด็นไหนก็ชี้แจงให้ฟังได้ ๓. ต้องแสดงธรรมด้วยความหวังดี ต่อผู้ฟังอย่างจริงใจ มีความเมตตากรุณา อยู่เต็มเปี่ยมในใจ พูดไปแล้วผู้ฟังยังไม่เข้าใจ ยังตามไม่ทัน สติปัญญายังไม่พอ ก็ไม่เบื่อ หน่าย ไม่ละทิ้งกลางคัน แม้จะพูดซ้ำหลายครั้ง ก็ยอม มีความหวังดี ต้องการให้ผู้ฟังรู้ธรรม จริง ๆ มุ่งทำประโยชน์แก่ผู้ฟังเต็มที่ ไม่ใช่พูด แบบขอไปที ๐๘๗ Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More