ข้อความต้นฉบับในหน้า
จนถึงกับบางทีอยากจะโยนทิ้งไปทั้งจาน
จิตที่เสพเสวยอารมณ์ก็ทำนองเดียว
กัน อารมณ์ภายนอกที่มากระทบพื้น ย่อมมี
ทั้งดีและไม่ดี คำว่า “ดี-ไม่ดี” นั้น ไม่ใช่
อารมณ์ที่เราพอใจหรือไม่พอใจ แต่หมายถึง
อารมณ์ที่เป็นคุณแก่จิต ช่วยพัฒนาจิต หรือ
อารมณ์ที่เป็นโทษแก่จิต ทำให้จิตตกต่ำทุรน
ทุราย คนอาจพอใจในสิ่งที่เป็นโทษหรืออาจ
ไม่พอใจในสิ่งที่เป็นคุณก็ได้ อารมณ์ที่ดีคือ
อารมณ์ที่เป็นคุณแก่จิต
จิตที่สว่างไสวอยู่ ปัญญาหรือวิชชา
ย่อมรู้ชัดว่า อารมณ์ชนิดใดควรเสพ ชนิดใด
ไม่ควรเสพ ย่อมเสพเฉพาะอารมณ์ที่ควรเสพ
เว้นอารมณ์ที่ไม่ควรเสพ จิตได้อาหารที่มี
แต่คุณ ย่อมมีกำลังขึ้นทุกวัน จิตที่มีกำลัง
เช่นนั้น และได้ปัญญาเหมือนศัสตราที่คม
ย่อมสามารถตัดกิเลสได้โดยง่าย เปรียบคน
ที่มีกำลังแขนดี ได้ศัสตราที่คม สามารถตัด
เชือกหรือตัดต้นไม้ให้ขาดได้โดยไม่ยาก ด้วย
อารมณ์ที่ดี ย่อมแส่ส่ายหาอารมณ์อันอาจ
เป็นพิษเป็นภัยเป็นโทษ เมื่อจิตได้อาหาร
อันเป็นพิษเป็นภัยเป็นโทษแล้ว ย่อมแสดง
ออกโดยอาการทุรนทุราย ไม่สงบ ทำให้ผู้นั้น
ไร้ความสุข เจ้าตัวย่อมรู้ได้เอง แต่บางคน
ก็ยอมจมอยู่อย่างนั้น เพราะไม่รู้ทางแก้ไข
ต่อเมื่อมีนักปราชญ์ที่มีวิชชามาก มาชี้แนะ
และยอมทำตาม จึงเอาตัวรอดปลอดภัยได้
บรรดาสิ่งที่ตกไปอวิชชาประเสริฐ
ดังได้กล่าวแล้วว่า อวิชชาเป็นมูลรากแห่ง
ทุกข์ ตราบใดที่ยังละอวิชชาได้ไม่สิ้นเชื้อ
ตราบนั้นทุกข์ก็ยังติดตามอยู่ เพราะยังมีเชื้อ
อยู่ เหมือนยังมีเชื้อโรคอยู่ กายย่อมไม่ผาสุก
โดยสิ้นเชิง
เมื่ออวิชชาอยู่ การปรุงแต่งที่เรียกว่า
“สังขาร” ก็เกิดขึ้น ทำให้นึกคิดไปต่าง ๆ
ตรงกับความจริงบ้าง ไม่ตรงบ้าง ฟุ้งเฟ้อ
วุ่นวายไปตามความคิดของตน คาดคะเนถึง
ผลร้ายบ้าง ผลดีบ้าง ซึ่งจะมีในอนาคต
ระวังตัวแจ แม้ในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องระวัง
เหตุนี้ จึงควรบำรุงกำลังจิตให้ได้อาหารที่ดี เพราะไม่รู้แน่ว่า อะไรจะเกิดขึ้น เป็นเหตุให้
คือ ได้อารมณ์ที่ดีอยู่เสมอ กรรมฐานทั้ง
ฝ่ายสมถะและวิปัสสนาก็มิใช่อะไรอื่น ที่แท้
ก็คือ การทำให้จิตได้อยู่กับอารมณ์อันเป็น
อาหารที่ดีของจิตนั่นเอง
ถ้าจิตไม่ได้
และนึกไม่ถึงในสิ่งที่ควรระวังเอาไว้ ทำให้
อึดอัด คับข้องใจ ไม่ปลอดโปร่งชื่นบาน มี
ชีวิตอยู่ด้วยความสงสัยลังเล ว้าวุ่น ละล้า
ละลัง ไม่สามารถมุ่งลงเป็นหนึ่งใด จิตคิด
ปรุงไปต่าง ๆ ล้วนแต่ทำให้เป็นทุกข์และ
กังวลใจ เหมือนคนเดินอยู่ในที่มืด ไม่รู้ว่า
จะไปสะดุดอะไรบ้าง
ถ้าอวิชชาตกไป กำจัดอวิชชาได้แล้ว
การคิดปรุงเช่นนั้น ย่อมไม่มี จิตก็ปลอดโปร่ง
ชื่นบานเต็มที่
พระพุทธภาษิตที่ว่า “สังขารทั้งหลาย
ไม่เที่ยง เกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา”
การสงบสังขารเสียได้เป็นสุข” นั้น หมาย
เอาสังขารคือ ความคิดปรุงแต่งนี้เองเป็น
สำคัญ ส่วนร่างกายนั้น จัดเป็นรูปในขันธ์
๕ แต่ก็มีความเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา
เหมือนกัน ความคิดปรุงแต่งนั้น ก่อให้เกิด
ความทุกข์ทางใจนานาประการ กิเลสทั้งปวง
เป็นเจตสิกฝ่ายอกุศล เรียกว่า อกุศลสังขาร
รวมทั้งอวิชชาด้วย ถ้ากิเลสมีอวิชชาเป็นต้น
ตกไป ไม่เกาะอยู่กับจิต ก็เป็นความประเสริฐ
มาก เพราะจะสามารถทำให้ทุกข์ตกไปด้วย
จึงตรัสว่า
“บรรดาสิ่งที่ตกไป อวิชชาประเสริฐ”
พฤศจิกายน ๒๕๓๐
Kalyanamitra.org