ข้อความต้นฉบับในหน้า
๑๔
กัลบกจึงหยิบแหนบทองคำขึ้นถอนพระเกศาเส้น
นั้นส่งให้พระเจ้ามฆเทวะ ซึ่งยื่นพระหัตถ์ขึ้นมารับ
พระเจ้ามฆเทวะทอดพระเนตรเส้นพระ
เกศาที่วางอยู่บนฝ่าพระหัตถ์ด้วยสีพระพักตร์ซีด
เผือด ฝ่าพระหัตถ์ไหวสั่นน้อย ๆ พระเสโท
(เหงื่อ) ค่อย ๆ ซึมไปทั่วพระวรกาย แต่พระองค์
กลับทรงรู้สึกเย็นเยือกจับพระทัย
“ผมหงอก...อนิจจา นี่เราแก่แล้วหรือ....ผม
หงอกเส้นนี้เปรียบเสมือนเทวทูตที่พญามัจจุราช
ส่งมาหาเรา....ดูเถอะ เรามัวแต่เสพสุขสนุกสนาน
อยู่ทุกวันจนกระทั่งผมหงอกยังไม่รู้ตัว.... วันเวลา
ที่ผ่านไปเหมือนสายน้ำไม่ไหลกลับ.... วันเวลานำ
อายุขัยของเราไป นำชีวิตของเราไป....อนิจจา
สมบัติให้เจ้า มอบอาณาประชาราษฎร์ให้เจ้า
ปกครอง พ่อจะออกบวชวันนี้”
อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลถามที่สาเหตุที่
เสด็จออกผนวช พระเจ้ามฆเทวะจึงทรงหยิบเส้น
พระเกศาที่หงอกนั้นชูขึ้น แล้วตรัสว่า
“ผมของเราหงอกแล้ว ผมหงอกก็เหมือนกับ
เทวทูตมาเตือนว่าเราแก่แล้วนะ ความตายกำลัง
ย่างกรายเข้ามาแล้ว เราควรออกบวชสักที”
พระเจ้ามฆเทวะทรงผนวชเป็นฤาษี อยู่ใน
ป่าบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่ในป่านั้นได้ ๘๔,๐๐๐ ปี
จึงสวรรคต
หลาน ๆ คะ สมัยนั้นมนุษย์อายุยืนเป็นแสนปี
การเจ็บการตาย ก็ไม่ค่อยมี แต่ผู้มีปัญญา เพียงเห็น
เราเหมือนนั่งอยู่ในเรือนที่ไฟไหม้มองเห็นความ ผมหงอกเส้นเดียวก็ได้สติรีบทำความเพียร...แล้วเรา
ตายลามเลียเข้ามาทุกขณะจิต...เราช่างโง่เขลาสิ้นดี ล่ะคะ ในยุคสมัยของพวกเรานี้ อายุมนุษย์สั้นลง
มัวแต่เสพสุขสนุกสนาน จนผมหงอกแล้วยังตัดกิเลส
ไม่ได้ โธ่ มฆเทวะเอ๋ย....”
พระเจ้ามฆเทวะทรงคร่ำครวญรำพันด้วยความ
ปวดร้าวพระทัยจนพระเสโทไหลหลั่งไปทั้งพระวรกาย
ถึงขนาดผ้าซับพระพักตร์ที่นำมาซับพระเสโทเปียกชุ่ม
จนต้องบิดทิ้ง... พระองค์ทรงซวนพระวรกายสิ้นพระ
กำลังจนกัลบกต้องประคองไว้พร้อมกับร้องเรียก
พระองค์
เมื่อพระองค์มฆเทวะทรงตั้งพระสติไว้แล้ว จึง
ประทับยืนขึ้นอย่างมั่นคง พร้อมกับตรัสว่า
“เราจะออกบวชวันนี้”
ตรัสแล้ว พระองค์มีรับสั่งให้พระโอรสและเสนา
อำมาตย์ ข้าราชบริพารทั้งหลายเข้าเฝ้า ทรงพระ
ราชทานรางวัลมากมายให้กัลบกแล้วรับสั่งแก่พระ
โอรสว่า
“ลูกเอ๋ย พ่อแก่แล้ว ผมหงอกแล้ว ความสุข
ทั้งหลายทางโลก พ่อเคยได้รับมาทุกอย่างแล้ว
พ่อพอแล้ว ต่อไปนี้พ่อจะแสวงหาความสุขที่
เป็นทิพย์ เป็นสุขที่จีรังยั่งยืน พ่อขอมอบราช
มีชีวิตอยู่ไม่ถึง ๑๐๐ ปี ก็ตายกันแล้ว เรายิ่ง
ประมาทไม่ได้นะคะ ต้องเร่งทำความดีทุกวินาที
อย่าให้ขาดทีเดียวค่ะ อย่าคิดว่าเรายังเด็ก ยังไม่
โต ยังไม่แก่อยู่เรื่อย เพราะถึงแม้เราจะมีอายุยืน
ถึง ๑๐๐ ปี แล้วทำความดีทุกวันก็ยังไม่มากเลยค่ะ
น้าอี๊ด
Kalyanamitra.org
พฤศจิกายน ๒๕๓๐