ข้อความต้นฉบับในหน้า
หัตถเลขาถึงพระสหายเมื่อครั้งทรงศึกษาอยู่
ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ หลังจากที่พระ
บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จขึ้นครอง
สิริราชสมบัติแล้ว
และท่ามกลางความจงรักภักดีของ
ประชาชนในดินแดนของพระองค์ พระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจ
เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยตาม
พระราชมโนปณิธานอันแน่วแน่ โดยมีสมเด็จ
พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จฯ เคียง
คู่พระราชหฤทัยไปทุกแห่งหน
ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มีพระราชปฏิสันถารกับราษฎรในพื้นที่ รวมทั้ง
เจ้าหน้าที่ฝ่ายท้องถิ่น เกี่ยวกับปัญหาชีวิต
ความเป็นอยู่ของราษฎรหรือเสด็จฯ ไปทอด
พระเนตรพื้นที่ที่ประสบปัญหาด้วยพระองค์
เอง แล้วมีพระราชดำรัสถึงแนวทางแก้ไขปัญหา
ดังกล่าวแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ในโอกาสอันเดียวกัน สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ มักจะทรงแยกขบวนไป
ทรงเยี่ยมราษฎร เพื่อทรงซักถามถึงสภาพ
ความเป็นอยู่ ทั้งในเรื่องการอาชีพ การ
สาธารณสุข การศึกษาเล่าเรียนของราษฎร
ด้วยพระเมตตา ทรงห่วงใยทุกข์สุขของราษฎร
อย่างยิ่ง ล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์ทรงงาน
ร่วมกัน งานทุกอย่างที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ
ทรงทำ ทรงปรึกษาพระบาทสมเด็จพระเจ้า
อยู่หัวก่อนเสมอ เพราะทรงถือว่าพระเจ้าอยู่หัว
เป็นครูของพระองค์ โครงการศิลปาชีพพิเศษ
จึงกำเนิดขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้น
เหลือ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ความทุกข์
ยากของประชาชน สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรง
ส่งเสริมให้ราษฎรได้มีอาชีพเสริมจากขั้น
เกษตรกรรม ด้วยมีพระราชดำริว่า งานหัตถ
กรรมในครัวเรือนเป็นงานที่เหมาะ เพราะ
คนไทยมีฝีมือทางการช่างทางศิลปะสืบต่อ
เป็นมรดกตกทอดกันมาช้านานแล้ว ใน
แต่ละภาคก็มีศิลปหัตถกรรมเป็นเอกลักษณ์
แตกต่างกันไป ซึ่งนอกจากจะได้ร่ำเรียน
ท่านผู้หญิงมนัสนิตย์
วณิกกุล
สืบทอดความรู้แล้ว ยังช่วยให้ราษฎรได้มี
รายได้เพิ่มขึ้น มีความเป็นอยู่ดีมากขึ้น
ทั้งยังเป็นแนวทางหนึ่งในการรักษามรดก
ฝีมือทางด้านศิลปหัตถกรรมของชาติที่สืบ
ทอดมาแต่โบราณมิให้สูญหายไป เมื่อผู้
มีจิตศรัทธาร่วมกันทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดย
เสด็จพระราชกุศลเพื่องานนี้มากขึ้น จึงทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นมูลนิธิ
ขึ้น เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๙
พระราชทานนามว่า “มูลนิธิส่งเสริมศิลปา
ชีพพิเศษ" ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งมี
วัตถุประสงค์จะ ส่งเสริมหารายได้พิเศษ
นอกฤดูทำนาเก็บเกี่ยวทางด้านเกษตร-
กรรม ให้แก่เกษตรกรผู้ที่มีรายได้น้อย
โดยให้ความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมใน
ครัวเรือน การเลี้ยงปลา ทอผ้า การจัก
สาน งานประดิษฐ์
โครงการศิลปาชีพพิเศษได้อาศัยความ
คิดริเริ่มจากเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปทอด
พระเนตรกิจการสหกรณ์ที่หมู่บ้านหุบกะพง
อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี สมเด็จพระ
นางเจ้าฯ ทรงเห็นพ้องกับเหล่ากลุ่มสตรีในหมู่
บ้านหุบกะพงนี้ว่า น่าที่จะมีรายได้มาช่วยเหลือ
ครอบครัวอีกทางหนึ่ง ทรงเห็นว่าป่านศร
นารายณ์เป็นพืชพื้นเมืองในถิ่นนั้น และหาได้
ไม่ยากในแถบเดียวกัน จึงทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ให้จัดครูไปสอนชาวบ้านในการ
สร้างสิ่งประดิษฐ์จากป่านศรนารายณ์ เช่น หัด
ให้ทำกระเป๋าถือสตรี ที่รองแก้ว และหมวก
ปรากฏว่าสตรีมีรายได้เพิ่มขึ้นจากงานหัตถ
กรรมเหล่านี้ เมื่อเสด็จไปเยี่ยมราษฎรในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ทรงพระกรุณาโปรด
เกล้าฯ ให้จัดตั้งโครงการสนับสนุนการทอผ้า
ไหม ตลอดจนให้ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม แนะ
นำคุณภาพของผ้าไหม ซึ่งมีทั้งผ้าไหมธรรมดา
และไหมมัดหมี่ มีพระราชดำริว่า ผ้าไหมนี้ถ้า
ราษฎรทอโดยมีวิธีการผลิตที่ดี จะได้ผ้าไหมที่
มีคุณภาพเข้าขั้นมาตรฐาน หากมีการผลิตได้
จํานวนสม่ำเสมอ สีสันดีแล้ว ก็สามารถดำเนิน
งานเป็นสินค้าออกได้
ครั้นเสด็จพระราชดำเนินทรงแปร
พระราชฐานไปประทับยังภาคใต้นั้น ทรง
พระราชดำริถึงพืชชนิดหนึ่ง ลักษณะเป็น
เถาวัลย์เหนียวและคงทนมาก สามารถนำมา
ใช้ประโยชน์ทางการจักสานเครื่องใช้หวาย
และเคยคิดทำมาก่อนบ้างแล้ว เรียกว่า “ย่าน
ลิเพา” พืชชนิดนี้มีมากในจังหวัดนราธิ
วาสและภาคใต้โดยทั่วไป จึงทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ให้จัดครูไปสอนแก่ราษฎรเรียนรู้
การจักสานย่านลิเพาทำเป็นกระเป๋าถือสตรี
และเครื่องใช้ชนิดอื่น ๆ ซึ่งส่วนมากจะมีเครื่อง
ถมหรือโลหะ เช่น ทอง นาค เงิน ประดับด้วย
เป็นงานที่ต้องใช้ฝีมือความประณีตละเอียด
อ่อน ใช้ความอดทนและเวลาพอสมควร ซึ่ง
ราษฎรให้ความสนใจมาเรียนกันมาก
ศิลปหัตถกรรมหลายสาขา ได้ทรง
สิงหาคม ๒๕๓๑
Kalyanamitra.org