การตามล่าละมั่ง วารสารกัลยาณมิตร ปี 2531 ฉบับที่ 8 หน้า 19
หน้าที่ 19 / 126

สรุปเนื้อหา

ทั้งพระราชาและข้าราชบริพารไล่ติดตามละมั่ง ไปทั้งวัน จนเวลาบ่ายคล้อย ละมั่งก็อ่อนกำลังลง ตก อยู่ในวงล้อมของฝ่ายพระราชา เมื่อพระองค์ติดตาม มาถึงตัว ก็ทรงชักพระขรรค์ฟันละมั่งขาดเป็น ๒ ท่อน แล้วมัดคล้องไว้กับไม้ที่ทำเป็นคาน แบกละมั่งไปด้วย พระองค์เอง ด้วยความเหน็ดเหนื่อยและอ่อนเพลีย จากการ ตามล่าละมั่ง พระองค์จึงทรงแวะพักผ่อนพระวร กายที่โคนต้นไทรริมทางเดิน แล้วบรรทมหลับไป โดย ไม่ทรงทราบเลยว่า ที่ต้นไทรใหญ่นั้น เป็นที่สิงสถิตของ ยักษ์ ตนหนึ่ง ซึ่งยักษ์ตนนี้ได้รับบัญชาจากท้าวเวส สุวรรณว่า ให้มีสิทธิ์จับผู้ที่อยู่ใต้เงาของร่มไทรกินเป็น อาหารได้ “เจ้าจะกินเฉพาะวันนี้ หรือกินต่อไปเรื่อย ๆ” “เราจะกินต่อไปเรื่อย ๆ” ยักษ์ตอบ “ถ้าอย่างนั้น วันนี้เจ้ากินละมั่งตัวนี้ไปก่อนเถอะ นะ จงปล่อยเราไปเสีย เราสัญญาว

หัวข้อประเด็น

- การตามล่าละมั่ง

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ทั้งพระราชาและข้าราชบริพารไล่ติดตามละมั่ง ไปทั้งวัน จนเวลาบ่ายคล้อย ละมั่งก็อ่อนกำลังลง ตก อยู่ในวงล้อมของฝ่ายพระราชา เมื่อพระองค์ติดตาม มาถึงตัว ก็ทรงชักพระขรรค์ฟันละมั่งขาดเป็น ๒ ท่อน แล้วมัดคล้องไว้กับไม้ที่ทำเป็นคาน แบกละมั่งไปด้วย พระองค์เอง ด้วยความเหน็ดเหนื่อยและอ่อนเพลีย จากการ ตามล่าละมั่ง พระองค์จึงทรงแวะพักผ่อนพระวร กายที่โคนต้นไทรริมทางเดิน แล้วบรรทมหลับไป โดย ไม่ทรงทราบเลยว่า ที่ต้นไทรใหญ่นั้น เป็นที่สิงสถิตของ ยักษ์ ตนหนึ่ง ซึ่งยักษ์ตนนี้ได้รับบัญชาจากท้าวเวส สุวรรณว่า ให้มีสิทธิ์จับผู้ที่อยู่ใต้เงาของร่มไทรกินเป็น อาหารได้ “เจ้าจะกินเฉพาะวันนี้ หรือกินต่อไปเรื่อย ๆ” “เราจะกินต่อไปเรื่อย ๆ” ยักษ์ตอบ “ถ้าอย่างนั้น วันนี้เจ้ากินละมั่งตัวนี้ไปก่อนเถอะ นะ จงปล่อยเราไปเสีย เราสัญญาว่าจะส่งคนมาให้ เจ้ากินวันละคนทุกวัน พร้อมด้วยอาหารอื่น ๆ อีกวันละ ถาด” “ก็ได้ แต่ถ้าวันไหนท่านไม่ส่งคนมาให้ เราจะ จับท่านกินแทน” เมื่อพระราชากลับไปแล้ว ทรงปรึกษาเรื่องนี้กับ อำมาตย์ผู้ใหญ่คนหนึ่ง อำมาตย์แนะให้ส่งนักโทษ ในเรือนจำไปให้ยักษ์กินโดยไม่มีใคร ๆ รู้ เมื่อยักษ์กิน อาหารที่นักโทษถือไปแล้ว ก็จะกินนักโทษคนนั้น พระราชาทรงให้ทำอย่างนี้ทุกวัน ๆ จนกระทั่งนักโทษ พระราชาบรรทมหลับไปนานพอสมควรแล้ว ใกล้หมดเรือนจำ พระองค์จึงทรงปรึกษากับอำมาตย์ จึงทรงตื่นขึ้น ขณะที่กำลังจะเสด็จออกจากโคนต้นไทร อีก อำมาตย์ผู้หนึ่งกราบทูลว่า ยักษ์ได้ยึดข้อมือไว้ แล้วร้องว่า “หยุด จะไปไหน ท่านต้องเป็นอาหารของเรา” “เจ้าเป็นใคร?” พระราชารับสั่งถามด้วยความ ตกพระทัย “เราเป็นยักษ์ อาศัยอยู่ที่ต้นไทรนี้ เรามีสิทธิ์จับ ทุกคนที่เข้ามาที่ใต้ต้นไทรนี้กินได้” พระราชาทรงตกพระทัยมาก ครั้นทรงรวบรวม พระสติได้แล้ว จึงตรัสถามว่า “ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท มีคนอีกเป็น จำนวนมากที่หวังทรัพย์สินเงินทองมากเท่าชีวิตของตน หากพระองค์ให้นำเงิน ๑,๐๐๐ กหาปณะ ผูกไว้กับ คอช้าง เดินป่าวประกาศไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ก็คงจะ มีคนมารับอาสาแน่นอน พะยะค่ะ” พระราชาทรงให้ทำตามคำแนะนำของอำมาตย์ ในขณะที่กำลังตีฆ้องร้องป่าวอยู่นั้น ชายหนุ่มคนหนึ่ง ชื่อ สุตนะ ได้ยิน ก็คิดว่า “ถึงเราจะทำงานเหนื่อยทั้งวันจนชั่วชีวิต ก็คงจะ ทำให้แม่ของเรามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นไปกว่านี้ไม่ได้ ต้องอด ๆ อยาก ๆ ไปจนวันตาย แต่ถ้าเรายอมเสี่ยง ชีวิต รับเงิน ๑,๐๐๐ กหาปณะนั้นมาให้แม่ ถึงเราจะ ถูกยักษ์จับกิน แต่แม่ก็จะมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข....” สุตนะคิดแล้วจึงไปปรึกษากับแม่ แม่ไม่อยากให้ ลูกไปตาย จึงห้ามว่า “อย่านะ! สุดนะ ถึงเราจะยากจนข้นแค้น แต่ถ้า ต้องเอาชีวิตของลูกไปแลกกับความร่ำรวยแล้ว แม่ขอ สิงหาคม ๒๕๓๑ ชื่อมาตราเงินในสมัยโบราณ ๑ กหาปณะ เท่ากับ ๒๐ มาสก หรือ ๔ บาท Kalyanamitra.org ิ ๑๗
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More