อาสวักขยญาณ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2531 ฉบับที่ 8 หน้า 66
หน้าที่ 66 / 126

สรุปเนื้อหา

เรียก “เชื้อโรค” ท่านเรียกว่า “พยาธิ” พยาธิเชื้อโรคที่กินฟัน กินผม กินตา กินส่วน ต่าง ๆ ที่อยู่ในร่างกายทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม ไป ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เรื่องพยาธินี้ทรงอธิบายว่า มีขนาด ต่าง ๆ กันตั้งแต่ตัวโตมองเห็นได้จนเล็ก ๆ มอง ไม่เห็นด้วยตาเปล่า ฟังแล้วไม่ค่อยเชื่อกัน จนกระทั่งเกิดกล้องจุลทรรศน์ขึ้น จึงยอมรับ ว่ามี แล้วก็ตรงกับที่พระองค์ตรัสไว้ทุกอย่าง เห็นไหม สิ่งที่ตาเรามองไม่เห็นนั้น ไม่ใช่ว่า ไม่มี - เมื่อก่อนนี้ก็ไม่เชื่อกันว่าดวงดาวเป็น โลกอีกโลกที่ต่างออกไปจากโลกที่เราอยู่ พระ สัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า มีจักรวาลอยู่นับ ไม่ถ้วน เป็นอนันตจักรวาล มีลักษณะคล้าย จักรวาลที่เราอยู่นี้ ก็ไม่มีใครเชื่อ แต่เดี๋ยวนี้ หลักฐานทางดาราศาสตร์ยืนยันแล้วว่ามีจริง ๆ แต่ต้องอาศัยกล้องดูดาว เดี๋ยวนี้ก็

หัวข้อประเด็น

- อาสวักขยญาณ

ข้อความต้นฉบับในหน้า

เรียก “เชื้อโรค” ท่านเรียกว่า “พยาธิ” พยาธิเชื้อโรคที่กินฟัน กินผม กินตา กินส่วน ต่าง ๆ ที่อยู่ในร่างกายทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม ไป ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เรื่องพยาธินี้ทรงอธิบายว่า มีขนาด ต่าง ๆ กันตั้งแต่ตัวโตมองเห็นได้จนเล็ก ๆ มอง ไม่เห็นด้วยตาเปล่า ฟังแล้วไม่ค่อยเชื่อกัน จนกระทั่งเกิดกล้องจุลทรรศน์ขึ้น จึงยอมรับ ว่ามี แล้วก็ตรงกับที่พระองค์ตรัสไว้ทุกอย่าง เห็นไหม สิ่งที่ตาเรามองไม่เห็นนั้น ไม่ใช่ว่า ไม่มี - เมื่อก่อนนี้ก็ไม่เชื่อกันว่าดวงดาวเป็น โลกอีกโลกที่ต่างออกไปจากโลกที่เราอยู่ พระ สัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า มีจักรวาลอยู่นับ ไม่ถ้วน เป็นอนันตจักรวาล มีลักษณะคล้าย จักรวาลที่เราอยู่นี้ ก็ไม่มีใครเชื่อ แต่เดี๋ยวนี้ หลักฐานทางดาราศาสตร์ยืนยันแล้วว่ามีจริง ๆ แต่ต้องอาศัยกล้องดูดาว เดี๋ยวนี้ก็เริ่มเห็น หมู่ดาวอะไร ๆ ต่ออะไรมากขึ้นแล้วใช่ไหม อาสวักขยญาณ เมื่อพระองค์ได้รู้ ได้เห็น มีวิชชาเกิดขึ้น เช่นเดียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ พระองค์ก็อาศัยธรรมกายพิจารณาละอวิชชา ตัณหา อุปาทาน “เรานั้นเข้าถึงวิชชาที่ ๓ แล้ว จิต ตั้งมั่นมีความบริสุทธิ์ ผ่องใส ปราศจาก กิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่ การงาน ถึงความไม่หวั่นไหวตั้งอยู่เช่นนี้ แล้ว ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่ออาสวักขย ญาณ...” ฟังให้ดีนะ เวลาทำความดีใจเราเป็น ดวงใส ใสอย่างแก้ว อย่างเพชร เมื่อทำความดี ครั้งหนึ่งใจก็สว่างวูบขึ้นที่หนึ่ง ดวงสว่างนั้น จะเรียกว่า “ดวงบุญ” ก็ได้ ความสว่างหรือบุญ ที่สะสมไว้มากเข้า ๆ ก็กลั่นเป็นดวงใสยิ่งขึ้น เรียกว่า “บารมี” ในด้านตรงกันข้าม พอทำ ความชั่ว ใจก็มีดวูบลง ความชั่วนั้นเรียกว่า “บาป” เกิดจาก “กิเลส” ๖๔ กิเลส คือ โลภ โกรธ หลง กิเลสที่ ห่อหุ้มใจอยู่ชักนำให้เราทำความชั่ว ทางกาย วาจา พอเราทำความชั่วได้ผลเป็นบาป ใจที่มี ปกติสว่างก็มีดวูบลง บาปนี้สะสมมากเข้า ๆ เรียกว่า “อาสวะ” ตรงกันข้าม บุญที่สะสม มากเข้า ๆ เรียกว่า “บารมี” มนุษย์ที่สะสมกิเลสไว้มาก ภาษาพระ เรียกว่า “อาสวกิเลส” ทรงอธิบายถึงการ บรรลุธรรมตามลำดับของพระองค์ต่อไปว่า “เรานั้นเมื่อใจตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใส ปราศจากกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรต่อการงาน ถึงความไม่หวั่นไหว ตั้งอยู่เช่นนี้แล้ว ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อ อาสวักขยญาณ เราย่อมรู้ชัดตามความ เป็นจริงว่า นิโรธ นี้ ทุกข์ นี้เหตุแห่งทุกข์ คือ สมุทัย นี้ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ คือ นี้ความให้ถึงความดับไม่เหลือแห่ง ทุกข์ คือ มรรค อันประกอบด้วยองค์ ๘ เรารู้ด้วยว่า นี้เป็นอาสวะทั้งหลาย นี้คือ ความดับไม่เหลือแห่งอาสวะทั้งหลายคือ นิโรธ เมื่อเรารู้อย่างนี้ เป็นอยู่อย่างนี้ จิต พ้นจากกามาสวะ พ้นจากภพ พ้นจาก อรูปภพ แล้วอวิชชาคือความไม่รู้ทั้งหลาย ก็หมดไป ครั้นจิตพ้นวิเศษแล้ว ก็เกิด ญาณหยั่งรู้ว่า จิตนี้พ้นแล้ว เรารู้ชัดว่า ชาตินี้สิ้นแล้ว ไม่ต้องเกิดอีกแล้ว พรหม จรรย์คือการประพฤติตัวให้ประเสริฐ หมดกิเลสก็บรรลุแล้ว กิจที่จะต้องทำได้ สำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความ หลุดพ้น ไม่ได้มีอีกแล้ว นี่เป็นวิชชา ที่เราได้บรรลุแล้ว ในยามปลายแห่งราตรี” พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อตรัสรู้นั้น ท่านเกิดความรู้ เกิดวิชชาตามลำดับคือ m ระลึกชาติของพระองค์ได้ เป็นวิชชา ที่ ๑ คือบุพเพนิวาสานุสติญาณ เมื่อยาม ๑ หนึ่ง ระลึกชาติผู้อื่นได้ เป็นวิชชาที่ ๒ คือจุตูปปาตญาณ เมื่อยามสอง และ บรรลุอาสวักขยญาณ เป็นวิชชาที่ ๓ หมดกิเลสในระยะวันเก่าต่อกับวันใหม่ เมื่อรุ่งอรุณก็ตัดกิเลสทั้งหลายได้สิ้น อวิชชา ถูกทำลาย วิชชาก็เกิดขึ้น ความมืดถูกทำลาย ความสว่างก็เกิดขึ้น เป็นอาการที่เกิดแก่บุคคล ผู้ไม่ประมาท บำเพ็ญเพียรเผาบาป นี่คือ อาการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรม เมื่อวันเพ็ญกลางเดือน ๖ ทรงค่อย ๆ ขุดคุ้ย ค่อย ๆ พิจารณาพากเพียรทดลอง ค่อย ๆ กลั่นกรองเผาผลาญกิเลสจนสิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ แล้วยังเล่าต่อให้ลูกศิษย์ลูกหาฟัง ทุกแง่ทุกมุม ไม่ปิดบัง เป็นข้อความจริงที่ลูกศิษย์ลูกหา ประพฤติปฏิบัติตามแล้ว ก็ได้ผลสำเร็จเช่น เดียวกับพระองค์ ด้วยเหตุนี้จึงมีพระอรหันต์ เกิดตามขึ้นมามากมาย ต่อเนื่องกันมาเป็นสาย ไม่ขาดช่วงขาดตอน อ่านต่อฉบับหน้า สิงหาคม ๒๕๓๑ Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More