ข้อความต้นฉบับในหน้า
วิทยาลัยเอเชีย จบปริญญาตรีสาขาการ
ตลาด คณะบริหารธุรกิจ เป็นอาสากัลยาณ
มิตรรุ่นที่ ๓ ของวัดพระธรรมกาย เธอเล่าว่า
พอเรียนจบก็ไปสมัครงานในกรุงเทพฯ สอบ
ได้สองแห่ง แต่ต้องสละสิทธิ์ เพราะคุณแม่
อยากให้กลับไปทำงานที่จังหวัดนครนายกซึ่ง
เป็นบ้านเกิด ขณะที่รองานใหม่ที่คุณแม่หาให้
ก็บังเอิญได้อ่านพบในวารสารกัลยาณมิตรว่า
มีการรับสมัครอบรมอาสากัลยาณมิตรจึงลอง
มาสมัครดู
ประสบการณ์ภายใน
เดลลล
ทําให้ความคิด
-
เปลี่ยนแปลง
ตีห้าจนถึงหกโมงเช้า แล้วออกกำลังกาย ทำ
พระอาจารย์ทราบ ก็รู้ว่าตนเองได้เห็น
ดวงปฐมมรรคแล้ว
ประสบการณ์ภายในทำให้จิตใจและ
ความคิดเปลี่ยนแปลงไปมาก หนูรู้สึกว่ามี
จิตใจเข้มแข็งขึ้นมาก รู้ว่าเราควรจะตัดสิน
ใจดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคตอย่างไร
จากการศึกษาธรรมะ และความก้าวหน้า
ในการปฏิบัติธรรม ทำให้หนูตัดสินใจ
เด็ดขาดแล้วว่า ตลอดชีวิตนี้หนูจะศึกษา
ธรรมะต่อไป จะช่วยงานของพระพุทธ
ศาสนาไปตลอดชีวิต”
ขอทดแทนบุญคุณ
ด้วยธรรมะค่ะ
“คุณพ่อคุณแม่มีลูก ๓ คนค่ะ หนูเป็น
ในช่วงอบรมจะต้องเริ่มนั่งสมาธิตั้งแต่ คนสุดท้อง เพราะฉะนั้นก็มีพวกพี่ ๆ ปรน
ธุระส่วนตัวเสร็จแล้วถึงรับประทานอาหารเช้า
ต่อจากนั้นก็นั่งสมาธิอีกจนถึงเพล สลับกับการ
ฟังธรรมตอนบ่ายสรุปได้ว่าต้องนั่งสมาธิวันละ
ประมาณ 5 ชั่วโมง ฟังธรรมะวันละ ๓ ชั่วโมง
เธอเล่าถึงความเป็นมาว่า
“ก่อนมาอบรม หนูไม่เคยรู้ธรรมะเหล่านี้
มาเลย พอได้เรียนแล้วรู้สึกว่า ธรรมะใน
พระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุด
จำเป็นที่ทุกคนควรจะต้องรู้ ส่วนการนั่ง
สมาธิ ตอนแรกก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกันว่า
เอ๊ะ! จะให้ไปทำหน้าที่อาสาฯ ทำไมต้องมานั่ง
สมาธิด้วย แต่ก็นั่งปฏิบัติธรรมไปเรื่อย ๆ
ขณะปฏิบัติใหม่ ๆ ยังสงสัยอยู่เหมือนกันว่า
ธรรมกายมีจริงหรือ ดวงปฐมมรรคมีจริงหรือ
แต่พอนั่งไปได้ ๑๑ วัน จำได้ว่าช่วงประ
มาณสี่ทุ่ม ก็ปรากฏว่าเห็นนิมิตดวงแก้วที่
ศูนย์กลางกายสว่างไสวขึ้น ทำให้รู้สึกมี
ความสุขมาก มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
จริง ๆ ความสงสัยต่าง ๆ ที่เคยมีมาแต่วัน
แรกที่เข้าอบรมก็หมดไปทันที ดวงสว่าง
นิบัติคุณพ่อคุณแม่อยู่แล้ว ส่วนหนูจะพยายาม
ทดแทนพระคุณของท่านด้วยธรรมะค่ะ”
“สำหรับเพื่อนชายหรือคะ ก็เคยมีเพื่อน
สนิทเหมือนกันค่ะ เขายังแปลกใจเลยว่า
หนูอยู่วัดได้อย่างไร แต่จิตใจหนูตอนนี้เห็น
ใคร ๆ ที่เขาแต่งงานกันแล้วสงสารค่ะ สงสาร
เขาที่ว่า เขาอยู่ตัวคนเดียวมีอิสระดีแล้ว ทำไม
จึงต้องเอาตัวไปเกี่ยวพันกับคนอื่นให้มีห่วงขึ้น
มาอีก อีกทั้งยังเป็นการตัดโอกาสการสร้างบุญ
กุศลของตัวเราเองด้วย”
เรื่องเป้าหมายชีวิตก็เคยตั้งไว้นะคะ
ตอนเด็ก ๆ ตั้งใจว่าจะพยายามเรียนให้สูงที่สุด
ให้สมความตั้งใจของคุณพ่อคุณแม่ ตอนเด็ก
เคยอยากเป็นพยาบาล ต่อมาก็อยากเป็นครูที่
ไปอยู่ตามดอยเสียสละเพื่อเด็กชาวเขา พออยู่
ม.ศ. ๔ ม.ค. ๕ ความคิดก็เปลี่ยนไป คืออยาก
เป็นตำรวจ เป็นทหาร พออยู่มหาวิทยาลัย
ก็อยากทำงานธนาคาร เป็นสาวแบงก์โก้ดีนะ
พออยู่ปี ๔ ก็คิดว่าเราน่าจะมีกิจการเป็นของ
ตัวเองสักอย่าง คิดไปเรื่อย ๆ คิดแต่ว่าจะถีบ
ตัวเองให้สูงขึ้น พยายามทำตัวให้เป็นคนมี
ที่ศูนย์กลางกายนี้จะนึกขยายให้โตก็ได้ ชื่อเสียง มีเงินมาก ๆ หลังจากมาอบรมที่วัด
ย่อให้เล็กก็ได้ ภายหลังที่ได้กราบเรียนให้
แล้ว ความคิดก็พลิกไปอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่เคย
สิงหาคม ๒๕๓๑
Kalyanamitra.org
๗๓