ข้อความต้นฉบับในหน้า
โลกทั้งโลกคือโรงเรียนของเรา
ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรารวมทั้งตัวเราเองคือครูของเรา
ระยะเวลาตั้งแต่เราเกิด จนถึงเวลาเราตาย คือภาคเรียนของเรา
บทเรียนที่โลกนี้จะสอนเรามีทุกชนิดทุกประเภท
ไปตำหนิเขาไม่ได้”
เราจึงปิดมิดชิดเสมอเสื้อปิดตั้งแต่คอถึงข้อมือ ผ้านุ่ง
“แต่ผมก็ยังเห็นว่า เขาควรจะได้รับการตำหนิอยู่ ก็ต้องปิดถึงข้อเท้า แต่ในขณะที่เราถือในเรื่องร่างกาย
นั่นเอง เพราะเขาประดิษฐ์คิดค้นขึ้นใช้ ถ้าเขาไม่ประดิษฐ์
ขึ้นมันก็ไม่มี แล้วเราจะได้ตัวอย่างมาจากไหน แต่เอาละ
ครับไม่อยากจะโต้กับท่านในเรื่องเล็กน้อยนี้ ผมอยาก
เรากลับไม่ค่อยถือในเรื่องวาจา เราอาจจะพูดเรื่องเพศ
ได้อย่างชัดเจนในที่สาธารณะ แม้เราจะไม่พูดเอง พวก
เพลงฉ่อยลำตัดหมอลำหรือพวกซอเขาก็ว่ากันอย่าง
สิงหาคม ๒๕๐๑
ทราบว่าในเมืองฝรั่งซึ่งเป็นเจ้าตำรับการนุ่งน้อยห่มน้อย เต็มที่ในงานต่าง ๆ ไม่เห็นมีใครถือว่าเป็นการเสียหาย
นั้นเขามีความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร?”
“เท่าที่อาตมาเคยเห็นมา ก็รู้สึกว่าเขาถือเป็นของ
ธรรมดา เพราะเขาถือว่าการนุ่งน้อยห่มน้อยการเปิดเผย
อวัยวะบางส่วนเป็นของธรรมดา ไม่เสียหายอะไร เพราะ
วัฒนธรรมเขาเป็นอย่างนั้น เขาไม่ถือสานักในเรื่องเปิด
เผยกาย แต่เขากลับถือในด้านคำพูดระวังคำพูดมิให้
พาดพิงทางกามารมณ์อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน ส่วน
วัฒนธรรมไทยเรานั้นมีลักษณะตรงกันข้าม คือ เราถือว่า
การเปิดเผยอวัยวะบางส่วนในที่สาธารณะเป็นการ กันอยู่
เสียหายน่าอับอายอย่างยิ่ง ซึ่งสุภาพสตรีไม่ควรกระทำ
ใครขืนกระทำก็หมดคุณค่า ฉะนั้นการแต่งตัวแบบไทย ๆ
เราก็อยู่กันมาด้วยความสงบสุขตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ต่อมา
เราก็เปิดประตูรับเอาวัฒนธรรมของฝรั่งมาใช้ และรับเอา
ทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่มีการพิจารณาเลือกสรร รวมทั้ง
การนุ่งน้อยห่มน้อยนั้นด้วย เมื่อคนไทยซึ่งไม่เคยเห็นการ
เปิดเผยกายอย่างโจ่งแจ้งเช่นนั้นมาเห็นเข้า ย่อมจะมีน้อย
คนที่จะเห็นเป็นศิลปะอันสวยงามส่วนมากย่อมจะเกิด
ความรู้สึกทางเพศขึ้นมาทันที แล้วต่อจากนั้นความเสื่อม
เสียศีลธรรมด้านเกี่ยวกับเพศก็เกิดขึ้นอย่างที่เราเห็น ๆ
อ่านต่อฉบับหน้า
Kalyanamitra.org
๑๐๘