ข้อความต้นฉบับในหน้า
“ทำใจเฉย ๆ เรื่อย ๆ กำหนดบริ
กรรมนิมิตกับบริกรรมภาวนาพร้อม ๆ กัน
เรื่อยไป อย่ากังวลอยากเห็นเร็ว ๆ จะเห็น
เมื่อใดก็ช่าง เรามีหน้าที่ปฏิบัติอย่างเดียว
ผลการปฏิบัติจะเกิดเมื่อใดก็เกิดของเขาเอง
เราบังคับเอาไม่ได้ ข้อสำคัญอย่าบังคับ
ใจ หรือข่มใจ ไม่เกร็งตัว ไม่กดลูกนัยน์ตา
เพราะการเห็นธรรมะเป็นการเห็นด้วยใจ
ไม่เกี่ยวกับตาเนื้อ ไม่ได้ใช้ตาเนื้อดู ใช้
ใจดู เมื่อยังไม่เห็นก็อย่าเสียใจ เมื่อเห็นก็
อย่าดีใจเกินไป จะทำให้นิมิตที่เพิ่งได้หาย
ไปเสีย”
ความอยาก...กัน....
ความเห็น
แม้จะเข้าใจดีตามคำอธิบายเหล่านั้น
ก็จริง แต่เวลาปฏิบัติกลับวางใจได้ยาก ความ
อยากเห็นมีอำนาจมาก มันคอยควบคุมและ
กระตุ้นใจอยู่เสมอ ๆ การปฏิบัติจึงเหมือน
การวิ่งตามเงา จับไม่ได้ไล่ไม่ทันสักที แค่นั่ง
กราบใจไม่ให้คิดโน่นคิดนี้ คิดแต่บริกรรม
นิมิตบริกรรมภาวนา ก็แสนจะลำบากยากเย็น
บางทีเกิดความท้อแท้ พาลคิดไปว่าตนเองคง
ไม่มีบุญพอ ทำไปคงไม่ได้ผล “ธรรมะเป็น
ของจริงหรือ ถ้ามีอยู่จริง ทำไมจึงไม่เห็น”
พาลคิดผิด ๆ ไปเสียอย่างนั้น
การนั่งธรรมะ...ต้องใจ
เย็น ๆ จึงจะ “เห็นธรรม”
คุณยายฟังว่า ธรรมะเป็นของจริง
แต่ตัวเราต่างหากไม่ทำจริง เลยเกิดมุมานะ
ต้องเอาจริงให้ได้ จะทำเล่น ๆ ปล่อยให้ใจ
ฟุ้งไปโน่นมานี่เหลาะแหละไม่ได้ จึงตั้งอกตั้งใจ
บังคับให้หยุดสนิท หาศูนย์กลางกายฐาน
ที่ ๗ เหนือสะดือ ๒ นิ้วให้พบให้ได้ บังคับไว้
ไม่ให้ใจวอกแวกฟุ้งซ่านไปทางไหน ผลจาก
อุบาสิกาผู้เป็นครูต้องสอนว่า ใจของคน
เราเป็นธรรมชาติที่ละเอียดอ่อน ไม่ใช่ของ
หยาบ ๆ เหมือนร่างกายที่เป็นเนื้อหนังมองเห็น
การใช้วิธีบังคับจะไม่เกิดผลดี พาลให้เจ็บป่วย
ต้องใช้วิธีตะล่อมอย่างละมุนละไมทีละเล็ก
ละน้อย เขาจะค่อย ๆ หยุดของเขาเอง อุปมา
เหมือนการจับไก่ใส่เล้า เมื่อคิดมุ่งจะจับก็วิ่ง
พรวดพราดเข้าจับ ไก่ก็จะวิ่งหนี บินหนี เราก็
เสียแรงเหนื่อยเปล่า เราต้องค่อยล่อค่อยเรียก
ให้เชื่องเข้าทีละน้อย ๆ ไก่ก็จะยอมให้เราจับได้
โดยง่าย
อุปมานี้ฉันใด การให้ใจหยุดก็เป็น
ทำนองเดียวกันฉันนั้น ถ้าบังคับใจโดยแรงให้
หยุด ใจจะเหน็ดเหนื่อย ตื่นเตลิด หยุดยาก
ถ้าค่อยๆ ภาวนาประคับประคองเห็นนิมิตบ้าง
ไม่เห็นบ้าง แจ่มชัดบ้าง ไม่แจ่มบ้าง ใจจะรวม
ตัวเข้าถูกส่วนพอดีแล้วหยุดในที่ตั้งของเขาเอง
สรุปว่า “การใช้กำลังบังคับ เป็นเรื่องของ
ความหยาบ ไม่มีปัญญา ธรรมะเป็นของ
เยือกเย็น ใจที่จะพบธรรมะได้ ต้องเป็นใจ
เย็น ๆ จึงจะเหมาะสมกัน ใจร้อนเสีย
ประโยชน์เปล่า”
มืด-สว่างยังไม่ต้องสนใจ
ทำใจหยุดนิ่งอยู่ที่
การทำดังนี้ปรากฏว่ารู้สึกเหน็ดเหนื่อยเหมือน ศูนย์กลางกายเรื่อยไป
ร่างกายไปทำงานหนัก ๆ มา หายใจติดขัดไม่
สะดวก อ่อนเพลีย
๓๒
คุณยายก็ค่อยพยายามทำตาม โดย
ภาวนา “สัมมา อะระหัง” ไปเรื่อย ๆ แบบ
ใจเย็น ๆ ให้เพียงแต่รู้ว่าตอนนี้ใจอยู่ที่ศูนย์
กลางกาย ไม่ยอมรู้มากกว่านั้น ไม่คาดคะเน
ล่วงหน้าว่าจะเห็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทำใจเย็น ๆ
ถึงกระนั้นอุปสรรคก็ยังไม่หมดไปทีเดียว เห็น
ภาพอะไรต่ออะไรผุดขึ้นมา ส่วนมากเป็นภาพ
นิมิตเก่า ๆ ไม่ใช่ภาพที่ครูบาอาจารย์บอก
เวลาไม่เห็นก็มืดไปหมด ครั้นพอเห็นก็เห็น
อะไรไม่เป็นเรื่อง เป็นเสียอย่างนี้
อุบาสิกาทองสุกสอนต่อไปว่า อย่าไป
สนใจในนิมิตลวงเหล่านั้น เขาอยากจะเกิด
อะไรก็ช่างเขา ให้เราเฝ้ามองอยู่ที่ศูนย์กลาง
กายอย่างเดียวเรื่อยไป มองอย่างมีสติ เพราะ
สิ่งที่เราต้องการ คือต้องการให้ใจหยุดจากการ
รู้สึกนึกคิดทั้งปวง ภาพอะไรจะเกิด เมื่อเรา
ไม่สนใจ ที่สุดภาพเหล่านั้นก็จะหายไปเอง
เหมือนมีแขกมาเยือนบ้าน เราเป็นเจ้าของบ้าน
ไม่สนใจเอาใจใส่ แขกก็จะเก้อเขินกลับไป
คุณยายอาจารย์ของเราฟังคำแนะนำ
แล้ว รีบกระทำตามอย่างไม่มีย่อท้อ แต่เดิม
ต้องทำงานในหน้าที่ให้เสร็จก่อน แล้วจึงไป
แอบนั่งปฏิบัติบนดาดฟ้าชั้นบนสุดของตึก
กลางคืนก็นั่งปฏิบัติตามกำลังในห้องพักส่วนตัว
แต่กลางคืนปฏิบัติไม่ได้นาน เนื่องจากร่างกาย
อ่อนเพลียจากการทำงานตลอดกลางวัน ครั้น
ปฏิบัตินานเข้า จากวันเป็นเดือน จากเดือน
เป็นปี ความชำนาญเกิดขึ้นมาก เคยชินหนัก ๆ
ขึ้นไม่จำเป็นต้องรอเวลาว่างแต่อย่างใด ขณะ
ทำงานก็ปฏิบัติไปด้วยได้ จิตใจหน่วงเอาการ
ปฏิบัติธรรมมาเป็นอารมณ์ มือเท้าก็ทำงาน
สิงหาคม ๒๕๓๑
Kalyanamitra.org