ข้อความต้นฉบับในหน้า
จึงไม่เห็นภาพที่บันทึกไว้ ฝึกสมาธิมาก ๆ เข้า
จนกิเลสในใจตกตะกอน ใจใสแจ๋ว หลับตา
ลืมตา สว่างโพลงก็จะเห็นภาพที่บันทึกไว้ในใจ
ชัดเจนเลย เหมือนกรอภาพย้อนกลับไปใน
อดีต ที่เราเรียกว่าระลึกชาติได้ ก็ด้วยเหตุผล
อย่างนี้
เมื่อย้อนระลึกถึงความดีที่ทำเอาไว้
อ๋อ...ความดีส่งเรามาอย่างนี้ มิน่า....เราจึงได้
มาบวช มาเป็นธรรมทายาท มาพบพร้อมหน้า
กันที่วัดพระธรรมกายในวันวิสาขบูชานี่เอง
ถ้าย้อนกลับไปพบความดี ก็ทำให้ชื่นใจ อิ่มใจ
แต่ความชั่วที่เคยทำไว้ก็ไม่หนีหายไปไหน
กรอกลับไป เดี๋ยว ๆ ก็เจอ อ้าว! ไอ้ที่ทำแสบ ๆ
ไว้โผล่มาให้เราเห็นแล้ว ชัดเลย ไอ้ฟันโต
อย่างกับจอบที่ได้มา ก็เพราะไปด่าเขาไว้เยอะ
อ้อ! ที่หัวล้านแดง ๆ อยู่นี่ ก็เกิดจากพูดจา
ล่วงเกินผู้มีศีล ผู้หลักผู้ใหญ่ไว้ หลวงพ่อเอง
ชาติก่อนก็หล่อไม่เบา แต่ปากไม่ดี พอเห็นหุ่น
ใครไม่ดีก็ไปว่าเขา ไอ้นี่ก็อ้วน ไอ้นั่นก็พุงพลุ้ย
ชาตินี้ก็เลยหล่อยังกะโอ่งไปเสียเอง
บางคนก็ผอมจริง ๆ กินเท่าไหร่ ๆ ก็
ไม่อ้วน ระลึกชาติไปดู ก็ปรากฏว่าปากไม่ดี
เหมือนกัน ชอบพูดค่อนแคะผู้หลักผู้ใหญ่ว่า
ผอมบ้าง แห้งบ้าง ชาตินี้จึงต้องผอมเป็นกุ้งแห้ง
เมื่อระลึกชาติได้ชัดเจน จึงเกิดความ
กลัวบาป กลัวกรรม จะทำอะไรไม่เข้าท่าเข้า
ทาง ก็กลัวบาป กลัวกรรม เพราะว่ามันตาม
ให้ผลจริง ๆ ตามข้ามชาติแน่ะ เห็นชัดนะ
เมื่อระลึกชาติได้แล้ว พระองค์ตรัสว่า
“นี้เป็นวิชชาที่หนึ่ง ที่เราได้บรรลุ
แล้ว ในยามแรกแห่งราตรี เพราะฉะนั้น
เมื่อวิชชาเกิดขึ้น อวิชชาก็ถูกทำลายไป
เหมือนความมืดถูกทำลาย ความสว่างก็
เกิดขึ้นแทน"
ใครบอกว่า ความสว่างเป็นกิเลส อย่า
ไปเชื่อนะ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงสรรเสริญ
แสงสว่าง ในพระไตรปิฎกมีหลักฐานยืนยัน
ไว้ชัด
สิงหาคม ๒๕๓๑
จุตูปปาตญาณ
เมื่อบรรลุวิชชาที่หนึ่ง คือ บุพเพนิวา
สานุสติญาณแล้ว ก็ทรงบำเพ็ญเพียรต่อไป
“เรานั้นเมื่อจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ ผ่องใส
ไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลส เป็นธรรมชาติ
อ่อนโยน ควรแก่การงาน ถึงความไม่
หวั่นไหว ตั้งอยู่เช่นนี้แล้ว ได้น้อมจิตไป
เฉพาะต่อจุตูปปาตญาณ คือการรู้จักการ
เกิด การตายของสัตว์อื่น”
“เรามีจักขุทิพย์บริสุทธิ์กว่าจักษุ
ของสามัญมนุษย์ ย่อมแลเห็นสัตว์ทั้งหลาย
จุติอยู่แล้วว่า เลวทราม ประณีต มีวรรณะดี
มีวรรณะเลว มีทุกข์มีสุขอย่างไร เรารู้แจ้ง
ชัด หมู่สัตว์ทุกผู้เข้าถึงตามกรรมว่า ผู้เจริญ
ทั้งหลาย สัตว์เหล่านี้หนอ ประกอบกาย
ทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ผู้ติเตียนพระ
อริยเจ้าทั้งหลาย เป็นมิจฉาทิฐิ ประกอบ
การงานด้วยอำนาจมิจฉาทิฐิ เบื้องหน้า
เมื่อกายแตกตายไปล้วนพากันไปสู่อบาย
ทุคติ วิบากนรก”
เห็นไหม ท่านบอกชัดเลยนะ ลองเปรียบ
เทียบว่า ถ้าเรามีไฟฉายอยู่ในมือ ก็จะส่องทาง
บอกได้ว่า ตรงไหนเป็นภูเขา ตรงไหนเป็นบ่อ
เป็นเหว เมื่อพระองค์ทรงบรรลุวิชชาที่สอง
คือ จุตูปปาตญาณ มีจักขุทิพย์รู้เห็นการเกิด
การตายของมนุษย์และสัตว์ทุกชนิดแล้ว จึง
ทรงบอกได้ว่า ไม่ว่าคนหรือสัตว์ชนิดใดก็ตาม
ถ้าทำความผิดไว้ ไม่ว่าจะด้วยกาย วาจา ใจ
ก็ตาม เบื้องหน้าเมื่อแตกกายทำลายขันธ์แล้ว
ก็จะสู่ทุคติวิบากนรก ตกนรกหมด
กายทุจริต ได้แก่ การทำความชั่วด้วย
ใช้มือเท้าปากเล็บหรืออวัยวะทางกาย ไปฆ่า
เขาไว้ แย่งลูกเมียเขาไป ทำลายทรัพย์ของเขา
ไว้
วจีทุจริต คือ พูดจาโกหกพกลม พูด
คำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ พูดส่อเสียด
มโนทุจริต คิดละโมบอยากได้ของเขา
คิดล้างผลาญพยาบาท คิดผิดทำนองคลอง
ธรรม อิจฉาตาร้อน พวกนี้เป็นมิจฉาทิฐิทั้งนั้น
“ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ส่วนสัตว์
เหล่านี้หนอ ประกอบกายสุจริต วจีสุจริต
มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า ประกอบ
การงาน ด้วยอำนาจสัมมาทิฐิเบื้องหน้า
กายแตกตายไปนี้ ย่อมพากันเข้าสู่สุคติ
โลกสวรรค์”
เพราะฉะนั้นถ้าใครบอกว่า สวรรค์
ไม่มีก็อย่าเชื่อนะ เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ของเราทรงยืนยันว่า มีจริง เป็นที่ไปของคน
ทำความดีหลังจากสิ้นชีวิตแล้ว หลายท่าน
ที่นั่งในที่นี้ ก็เคยเห็นว่าสวรรค์เป็นอย่างไร
เทวดาเป็นอย่างไรมาแล้ว สิ่งที่ตามนุษย์เรา
มองไม่เห็น ไม่ได้หมายความว่า สิ่งนั้นไม่มีนะ
สิ่งนั้นมี แต่เรามองไม่เห็นต่างหาก ลอง
พิจารณาว่า เมื่อก่อนนี้ยังไม่มีกล้องจุลทรรศน์
ใคร ๆ ก็ไม่รู้ ไม่เชื่อว่ามีเชื้อโรค ในพระ
ไตรปิฎก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพูดถึง
เรื่องเชื้อโรคต่าง ๆ เอาไว้มาก แต่ท่านไม่ได้
๖๓
Kalyanamitra.org