ข้อความต้นฉบับในหน้า
ความเห็นกายในกาย
สรรพสัตว์ทั้งหลายที่ต้องการ
ความบริสุทธิ์หมดจดจากสรรพกิเลส
พระองค์ก็สอนให้หลุดพ้นจาก เครื่องอาศัยของกายหยาบๆ เท่านั้น
กายหยาบ ๆ
ทั้งปวง จะต้องทำความเพียรให้ โดยให้พิจารณาภายนอก พิจารณา
กลั่นกล้า วางใจเป็นกลาง ๆ ไม่ให้
ยินดียินร้ายอะไรในโลกนี้ เพราะว่า
ของทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ มันตก
อยู่ในไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จะแสวงหา
ของที่เที่ยงแท้ - จริงจัง ที่ให้สุข
อย่างเดียวในโลกนี้เป็นไม่มีเด็ดขาด
พระองค์สอนว่า สังขารทั้งหลาย
ทั้งปวง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แล้วก็
เวลา
ตั้งแต่กายมนุษย์
มันเป็นเพียงสมบัติของโลกนี้ จึงไม่
ควรยึดมั่นถือมั่นในกายภายนอกและ
สิ่งที่เนื่องกับกายภายนอก เมื่อเป็น
เช่นนี้ความทุกข์ก็ไม่อาจแล่น เข้าไปถึง
กายภายในได้ มันผ่านมา แล้วมันก็
ทุกสิ่งทุกอย่าง พิจารณาถึงอิริยาบถ
แยกแยะออกไปเป็นอาการ ๓๒ บ้าง
แล้วแต่พระองค์จะทรงแนะนำไปตาม
จริตอัธยาศัย จนกระทั่งเห็นว่า
ร่างกายนี้ไม่มีอะไรที่เป็นแก่นสาร
พิจารณาจนใจปล่อยวาง โลกภาย
นอก-กายภายนอก คือกายมนุษย์
หยาบนี้ จนกระทั่งใจไม่ยินดีใน
กายภายนอกนั้น ต่อจากนั้นใจก็
เป็นอนัตตา เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด จะมุ่งเข้าไปสู่ภายในตรงฐานที่ ๗
ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ กึ่งกลางตัว จนไปพบกายอีกกาย
ใครบังคับบัญชาให้มั่นคงอยู่อย่างนั้น หนึ่งคือ กายมนุษย์ละเอียด เมื่อ
มันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดได้แล้วก็จะ
ทราบว่าชีวิตนี้มิได้มีเพียงข้างนอก
ก็ไม่ได้
ที่เชิงตะกอน แล้วก็หมดสิ้นไปเท่า
ผ่านไป แต่ปัจจุบันที่เรายังมีความ
ทุกข์อยู่ ก็เพราะว่าเรายังเข้าไปไม่
ถึงกายละเอียดข้างในนั่นเอง ความ
รู้สึกว่าเป็นตัวเรา เป็นของ ๆ เรา
จึงยังมีอยู่อย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าเรา
จะได้ยินได้ฟังคำสอนของพระบรม
ศาสดาอย่างไรก็ตาม หรือจะ
พยายามพิจารณา ด้วยปัญญา
อันหยาบนี้ก็ตาม
โดยพิจารณา
ให้เห็นว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เกิดขึ้นตั้ง
อยู่แล้วก็เสื่อมสลายไปนั้น ก็ได้แต่
เป็นเพียงแค่คิด ๆ นึก ๆ เท่านั้น
ส่วนการที่เราจะตัดความผูกพันว่า
นั่นเป็นของของเรา ก็ยังทำไม่ได้อยู่
นั่นเอง เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้า
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็เสื่อมสลายไป
จะเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของ ด้านเดียว ชีวิตของเราไม่ใช่หยุดอยู่
หรือจะเป็นอะไรก็ตาม ตกอยู่ใน
สภาพอย่างนี้ทั้งสิ้น ที่พระองค์สอน นั้น ยังมีชีวิตภายในที่ประเสริฐกว่า
อย่างนี้ก็เพื่อให้เราไม่ติดไม่ยึดมั่น ภายนอกอยู่อีก ซ้อนกันอยู่ พอถึง
ถือมั่นในสิ่งที่ไม่เป็นสาระแก่นสาร กายที่สอง กายมนุษย์ละเอียดนั้น
แล้วก็จะได้ละวาง ปล่อยหลุดปล่อย ก็จะมองเห็นกายมนุษย์หยาบเหมือน ถึงได้ทรงสอนให้ตามเข้าไปเห็นกาย
พ้นในสิ่งเหล่านั้น แล้วมุ่งเข้าหาสิ่ง กับบ้านเรือนที่เราอาศัยอยู่ชั่วคราว ภายใน เมื่อเข้าไปถึงกายมนุษย์
เหมือนเสื้อเหมือนผ้าที่สวมใส่ชั่วคราว ละเอียดแล้วความทุกข์ ก็จะบรรเทา
เมื่อเห็นไปตามความเป็นจริง ลงไป เพราะความยึดมั่นถือมั่น
ที่เป็นนิจจัง เป็นสุขัง เป็นอัตตา
ซึ่งเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ถาวรมั่นคง ไม่
มีการเปลี่ยนแปลง แล้วทรงสอน
ต่อไปอีกว่า ให้ตามเห็นกายในกาย
ให้ตามเห็นเวทนาในเวทนา ให้
แล้ว ใจก็จะปล่อยวางกายมนุษย์
หยาบ เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับ
กายมนุษย์ละเอียด แล้วเกิดความ
ตามเห็นจิตในจิต ให้ตามเห็น รู้สึกที่ปล่อยวางกายมนุษย์หยาบ และ
ธรรมในธรรมเข้าไปเรื่อย ๆ
ตามเห็นกายในกายทำอย่าง
ไร?
๖๕ กัลยา ณ มิตร
สิ่งที่เนื่องด้วยกายมนุษย์หยาบ เช่น
ลูกเรา, สามีเรา, ภรรยาเรา, ทรัพย์
สมบัติของเรา, อะไร ๆ ที่เป็นของ
ของเรา และเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียง
Kalyanamitra.org
มีน้อยลง เนื่องจากเห็นไปตาม
ความเป็นจริงแล้วว่า กายหยาบ
หรือสิ่งที่เนื่องด้วยกายหยาบ นี่เป็น
เพียงแค่เครื่องอาศัย แม้เราจะทำมา
หากินในโลกนี้จนร่ำรวยกี่หมื่นกี่แสน
กี่ล้านก็ตาม ร่างกายนี้ต้องการก็
เพียงแค่อาหารกินไปมื้อหนึ่ง ๆ ได้
เสื้อผ้ามาสวมใส่ไปชุดหนึ่ง ๆ มีที่