ข้อความต้นฉบับในหน้า
ใ
นครั้งนั้นพระเจ้าพรหมทัต
ผู้ครองกรุงพาราณสี ชอบ
ใช้อำนาจความเป็นราชาของพระองค์
รีดนาทาเร้นราษฎร
ด้วยการเก็บภาษี
สูง ๆ ชาวนาทำนาได้ก็ต้องส่งข้าวถวาย
พระองค์มาก ๆ ใครค้าขายได้เงินมาก
ก็ต้องส่งให้ มิฉะนั้นพระองค์จะลงโทษ
อย่างรุนแรง เมื่อพระองค์เสด็จไปที่ใด
เห็นสิ่งใดที่พระองค์พอพระทัย เป็นต้นว่า
เพชรนิลจินดา ช้างม้า หรือแม้แต่ลูกสาว
ชาวบ้านที่สวย ๆ พระองค์ก็มีรับสั่งให้
นำมาถวาย การกระทำของพระองค์
เชิงกลอนอยู่ได้เพราะอะไรหนอ...
...ดูสิ ช่อฟ้าสูงตั้งศอกกว่าโค้ง
เข้าหากัน ไม่มีอะไรมาตอกไว้ทำไมถึง
ไม่หลุดหล่นลงมา แปลกจริง ๆ..."
อำมาตย์บัณฑิตได้ยินพระราชา
รำพึงก็คิดว่า บัดนี้เราได้อุบายที่จะถวาย
โอวาทพระราชาแล้ว จึงกล่าวว่า
“ขอเดชะ เชิงกลอนสามสิบอันที่
เรียงรายตรงหลังคาเหล่านั้น ทําด้วย
ไม้แก่น มีความแข็งมาก ช่างได้เกาะบีบ
ไว้แน่นติดกับช่อฟ้าแล้ว ไม่หลุดหล่นมา
ทำให้ช่อฟ้าดูงามสง่า และเชิงกลอนก็
สร้างความทุกข์ยากเดือดร้อนให้อาณา วางอยู่ได้ ที่แท้แล้วก็เปรียบเสมือนบุคคล
ประชาราษฎร์อยู่เนือง ๆ
อำมาตย์บัณฑิตผู้หนึ่ง เห็นพระ
ราชอัธยาศัยของพระราชาดังนี้ ก็คิดที่จะ
ถวายโอวาทสั่งสอนให้พระองค์ทรงรู้ผิดชอบ
ชั่วดี แต่ก็ยังไม่มีโอกาส จนกระทั่ง
วันหนึ่ง พระเจ้าพรหมทัตเสด็จประพาส
อุทยาน พระองค์ประทับยืนทอดพระเนตร
พระตำหนักที่ช่างกำลังก่อสร้างค้างอยู่
ผู้มีปัญญา มีความประพฤติบริสุทธิ์
สะอาด มีความเป็นใหญ่ในหมู่คน มี
บริวารที่สามัคคีไม่แตกแยก เข้าช่วยเหลือ
เกื้อกูลในกิจการงานต่าง ๆ บุคคลผู้นั้น
ๆ
ย่อมดำรงความเป็นใหญ่ได้ตลอดไป ย่อม
เป็นที่เคารพยกย่อง มีสง่าราศี เป็นที่รัก
ของคนทั้งปวงพะยะค่ะ”
พระเจ้าพรหมทัตฟังอำมาตย์
เพียงแต่ยกช่อฟ้าไม้พาดเชิงกลอนเข้าไว้ บัณฑิตกราบทูลดังนั้น พร้อมกับทรงคิด
ยังไม่มีหลังคา พระองค์ทอดพระเนตร
เพียงครู่เดียว แล้วทรงรีบเสด็จพระราช
ดำเนินออกมา ด้วยทรงกลัวว่า ช่อฟ้า
จะตกลงมาทับ เมื่อเสด็จถอยออกมา
แล้วก็ประทับยืนทอดพระเนตร
อีกเป็นเวลานาน พร้อม
กับทรงรำพึงขึ้นว่า
"ช่อฟ้าอาศัย
อะไรยึดไว้หนอ...
ถึงการกระทำของพระองค์เอง ก็ทรงคิด
เปรียบเทียบได้ว่า ถ้าหากช่อฟ้าไม่มี
เชิงกลอนก็อยู่ไม่ได้ เมื่อเชิงกลอนแยก
ไปช่อฟ้าก็ตก พระราชาถ้าหากไม่ทรงธรรม
ไม่สงเคราะห์มิตรอำมาตย์
สมณพราหมณ์ และ
พ่อค้าในบ้านเมือง
พวกเขาก็จะ
แยกตัวออกไป
๗๘ กัลยาณมิตร
Kalyanamitra.org