การฟังโอวาทจากพระศาสดา วารสารกัลยาณมิตร ปี 2533 ฉบับที่ 4 หน้า 106
หน้าที่ 106 / 124

สรุปเนื้อหา

พระเทวทัตลง ท่านกลับมาคิดเรื่องจะลง ฟังโอวาทจากพระศาสดาดีหรือไม่ เมื่อ คิดถึงผลได้ผลเสียทุกอย่างแล้ว ท่านจึง ตกลงใจว่าควรลงฟังโอวาทของพระศาสดา อยู่ในสุจริตชื่อว่าเป็นผู้รักตน” "ภิกษุทั้งหลาย! ขันติและเมตตา เป็นอาวุธประจำตนสำหรับภิกษุ เมื่อมี ขันติเธอยอมขุดมูลรากแห่งการทะเลาะ วิวาทเสียได้ เมื่อมีเมตตา เธอทั้งหลาย ย่อมเป็นที่รักที่เคารพของเทวดาและมนุษย์ ศาสตราและอาวุธไม่อาจกล้ำกราย สัตว์ ร้ายก็ยำเกรง จิตใจเป็นสมาธิได้เร็ว มีสี คืนนั้นพระศากยมุนี ประทับ ภิกษุทั้งหลาย! คราวหนึ่ง หน้าผ่องใสน่าเคารพกราบไหว้ น่าทำบุญ เป็นอุบายอันหนึ่งมิให้พระพุทธเจ้าทรง ระแวงว่าตนคิดไม่ซื่อต่อพระองค์ แสดงตน ให้พระศาสดาทรงเห็นว่า ตนยังมั่นคง อยู่ในความภักดี เราตถาคตเคยตรัส รัศมีซึ่งสำเร็จมาจากธรรม พระเทวทัต มองดูพระ

หัวข้อประเด็น

- การฟังโอวาทจากพระศาสดา

ข้อความต้นฉบับในหน้า

พระเทวทัตลง ท่านกลับมาคิดเรื่องจะลง ฟังโอวาทจากพระศาสดาดีหรือไม่ เมื่อ คิดถึงผลได้ผลเสียทุกอย่างแล้ว ท่านจึง ตกลงใจว่าควรลงฟังโอวาทของพระศาสดา อยู่ในสุจริตชื่อว่าเป็นผู้รักตน” "ภิกษุทั้งหลาย! ขันติและเมตตา เป็นอาวุธประจำตนสำหรับภิกษุ เมื่อมี ขันติเธอยอมขุดมูลรากแห่งการทะเลาะ วิวาทเสียได้ เมื่อมีเมตตา เธอทั้งหลาย ย่อมเป็นที่รักที่เคารพของเทวดาและมนุษย์ ศาสตราและอาวุธไม่อาจกล้ำกราย สัตว์ ร้ายก็ยำเกรง จิตใจเป็นสมาธิได้เร็ว มีสี คืนนั้นพระศากยมุนี ประทับ ภิกษุทั้งหลาย! คราวหนึ่ง หน้าผ่องใสน่าเคารพกราบไหว้ น่าทำบุญ เป็นอุบายอันหนึ่งมิให้พระพุทธเจ้าทรง ระแวงว่าตนคิดไม่ซื่อต่อพระองค์ แสดงตน ให้พระศาสดาทรงเห็นว่า ตนยังมั่นคง อยู่ในความภักดี เราตถาคตเคยตรัส รัศมีซึ่งสำเร็จมาจากธรรม พระเทวทัต มองดูพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่รู้จะเต็มตานัก กับพระเจ้าปเสนทิโกศล มีความหวั่นเกรงอยู่ครั้น ๆ ว่าพระผู้มี พระภาคจะทรงล่วงรู้ถึงความรู้สึกภายใน ของตน สง่าอยู่ท่ามกลางภิกษุบริษัทเปล่งปลั่งด้วย พ ระศาสดา สดาทรงเริ่มพระธรรม และพระนางมัลลิกาว่า มองดูไปทั่วทุกทิศ แล้วยังไม่เห็นใครอื่น เทศนาด้วยเรื่องให้ภิกษุทั้งทีจะเป็นที่รักยิ่งไปกว่าตน หลายกลมเกลียวสามัคคีกัน มองกัน ด้วยสายตาซึ่งแสดงไมตรีจิตต่อกันและกัน หวั่นใจในความทุกข์ของผู้อื่น อยู่ร่วมกัน โดยภราดรภาพ มีธรรมวินัยเป็นเหมือน มารดาบิดา พระองค์เป็นเพียงพี่เลี้ยง ผู้ชี้ทางแนะนำทางเท่านั้น ทรงเชื่อมพระธรรมเทศนาตอนต้น ด้วยธรรมเทศนาอันปฏิสังยุตด้วยเมตตา ในท่ามกลางดังนี้ "ภิกษุทั้งหลาย! คราวหนึ่งเรา ตถาคตเคยตรัสกับพระเจ้าปเสนทิโกศล และพระนางมัลลิกาว่า มองดูไปทั่ว ทุกทิศแล้วยังไม่เห็นใครอื่นที่จะเป็นที่รัก ยิ่งไปกว่าตน บุคคลผู้อื่นก็ย่อมจะรักตัว ของตนเองเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น "ภิกษุทั้งหลาย! บุคคลถ้ารู้ว่า ตนเป็นที่รักอย่างยิ่งก็ไม่ควรจะเบียดเบียน ตน ควรรักษาตนไว้ให้ดี การทำทุจริต ทางกาย ทางวาจา ทางใจเรากล่าวว่าเป็น การเบียดเบียนตน ไม่รักตน ผู้ประพฤติ ๑๐๔ กัลยาณมิตร Kalyanamitra.org ย่อมเป็นผู้มีลาภมากมีสักการะมาก” พระพุทธองค์ทรงเชื่อมพระธรรม เทศนาในท่ามกลางด้วยพระดำรัสอันปฏิ สังยุตด้วยลาภยศสักการะดังนี้ :- "แต่ภิกษุทั้งหลาย! เรากล่าวว่า ความโลภในลาภสักการะเป็นอันตราย แห่งการปฏิบัติธรรม ลาภสักการะมักจะ เป็นเครื่องมือฆ่าคนชั่วได้เสมอ ภิกษุ ทั้งหลาย! ลาภสักการะเป็นของเผ็ดร้อน น่ากลัวน่าหวาดเสียว เธอทั้งหลายไม่พึง ติดใจในลาภสักการะนั้น พระธรรมเทศนาของพระศาสดา ในคืนนั้นเป็นประดุจน้ำเย็นชโลมลูบดวงจิต ของภิกษุทั้งหลายให้ชุ่มฉ่ำ แต่ไม่อาจ ระงับความเร่าร้อนในดวงใจของพระเทวทัต ให้สงบเย็นลงได้ ไฟโทสะและพยาบาท ซึ่งคุกรุ่นอยู่ในดวงใจของพระเทวทัตมีมาก เกินไป จนไม่อาจดับได้ด้วยธรรมวารี ซึ่งพระผู้มีพระภาคราดรดลงมา พระเทวทัต กลับมองเห็นเป็นว่า พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงธรรมเทศนาเสียดสีตน พระ ดำรัสของพระพุทธองค์ จึงกลายเป็น เหมือนน้ำมันราดรดบนกองเพลิง ตัว เขากลับสู่ที่พักด้วยความรู้สึก รุ่มร้อนยิ่งขึ้น เข้าห้องปิดประตู สั่น ดาลนอนคิดหาอุบายทำลายพระผู้มีพระ ภาคต่อไป อ่านต่อฉบับหน้า
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More