ข้อความต้นฉบับในหน้า
พูดถึงการเป็น “พี่เลี้ยง” ทำให้
พี่เณรย้อนนึกถึงสมัยหนึ่ง ที่ได้มีโอกาส
ไปทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงยุวธรรมทายาท
ในวัดของเรานี่เอง การไปทำหน้าที่
เป็นพี่เลี้ยงในครั้งนั้น
ลียงในครั้งนั้น ต้องถือว่าเป็น
ครั้งแรกในชีวิตของพี่เณร ที่ต้องไปดูแล
ให้การอบรมสั่งสอนคนเป็นจำนวนมากๆ
ซึ่งล้วนแต่เป็นเด็กทั้งนั้นเลย
การอบรมในครั้งนั้น พี่เณรได้
ตั้งใจทำาหน้าที่พี่เลี้ยงอย่างเต็มที่ รู้สึก
ปีติและภูมิใจในตัวเองเป็นอย่างมาก
การทำหน้าที่นี้ทำให้พี่เณรรู้สึกว่าเราเป็น
ผู้ใหญ่ขึ้นและเกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง
มากขึ้น
พี่เณรได้พยายามทำหน้าที่ให้ดี
ที่สุด แต่ก็พลาดไปในบางเรื่อง เนื่อง
จากยังใหม่ต่อการที่จะต้องมาทำหน้าที่
ตรงจุดนี้ อย่างเช่น ยุวฯ บางคนฝ่าฝืน
กฎระเบียบ เตือนเท่าไหร่ ก็ไม่ฟัง
ทำให้พี่เณรต้องฝืนใจจับไม้เรียว ทั้งๆ
ที่จริงก็ไม่อยากจะใช้มัน (แต่ตลอด
ระยะเวลาของการอบรม พี่เณรได้จับ
ไม้ตีเด็กไปเพียงสองครั้งเท่านั้น) ต่อมา
หลวงพ่อทัตตชีโว ท่านก็ให้คำแนะนำ
เพียงแค่ท่านบอกให้เราทราบว่า เป้าหมายของชีวิต คือ
“เราเกิดมาสร้างบารมี” และ “ธรรมกาย คือ เป้าหมายชีวิต”
เพียงแค่นี้ แม้เราจะเกิดแล้ว ตายอีกสักร้อยครั้งพันครั้ง
ก็ไม่อาจจะทดแทนพระคุณของท่านได้หมดสิ้น
ในการอบรมแก่พวกเรา และท่านได้
ให้นโยบายเอาไว้ว่า ห้ามตี เพราะการ รุนแรงเข้าตัดสิน
สอนเด็กด้วยการตี คือการสอนให้เด็ก
ใช้ความรุนแรง เด็กคนไหนที่เติบโตมา ทำให้พี่เณรได้ข้อคิดอะไรหลายอย่าง
คู่กับไม้เรียว เมื่อเขาประสพกับเรื่อง
อะไรที่ตกลงกันไม่ได้ ก็จะใช้วิธีการ
หลังจากสิ้นสุดการอบรมแล้ว
สิ่งหนึ่งที่พี่เณรได้ข้อคิดก็คือ การฝึกผู้
กัลยาณมิตร
๓๒
สิงหาคม ๒๕๓๘
อื่นเราต้องฝึกตัวเองให้ดีพร้อมที่จะเป็น
แบบอย่างได้ อย่างเรื่องง่ายๆ เช่น
การถอดรองเท้าให้เป็นระเบียบ การ
พับจีวร พับผ้าห่มเครื่องนอนให้เป็น
ระเบียบ การรักษาความสะอาดต่างๆ
เหล่านี้ เราต้องฝึกตัวเองให้ดีก่อน พี่
เณรโชคดีที่พระพี่เลี้ยงได้ฝึกอบรมหล่อ
หลอม และถูกจี้จำไซ เป็นประจำ
จนสิ่งเหล่านี้ได้ซึมซับเป็นนิสัย ไม่ว่า
จะไปที่ไหน ถึงไม่มีที่วางรองเท้า เวลา
ถอดรองเท้า พวกเราก็ยังถอดกันเป็น
แถวเป็นแนว
แม้การพับจีวรหลังใช้