การถ่ายรูปในสมัยรัชกาลที่ 5 วารสารกัลยาณมิตร ปี 2538 ฉบับที่ 8 หน้า 79
หน้าที่ 79 / 128

สรุปเนื้อหา

ศิลปาคม (ต้นสกุล ทองใหญ่) ก็เริ่มเล่นกล้อง จนราว พ.ศ. ๒๔๔๖-๒๔๘๗ ร.๕ จึงทรงเล่นถ่ายรูปด้วยพระองค์เอง ทรงจัดให้มีการประกวดรูปในงานวัดเบญจมบพิตรฯ ทำให้ วงการถ่ายรูปยุคนั้นคึกคักที่สุด และรูปถ่ายที่ถ่ายกันใน สมัย ร.๕ ก็ดูเหมือนจะมีปริมาณ มีคุณภาพมากกว่ารูปถ่าย ยุคใ ในต่างจังหวัด ผู้เขียนพบหลักฐานว่า สงขลาเป็น ต่างจังหวัดแห่งแรกที่รู้จักวิชาถ่ายรูป คือมีคนถ่ายและอัด ล้างรูปเป็น (มิใช่เพียงเห็นกล้องถ่ายรูปเฉยๆ) ต่อมาเชียง ใหม่และจังหวัดอื่นๆ จึงมีช่างถ่ายรูปตามมา เรื่องนี้เคย เขียนลงในหนังสือ "สมุดภาพสงขลา มหาวชิราวุธ” พ.ศ. ๒๕๓๙ แล้ว จึงไม่ขอเขียนซ้ำอีก การที่วิชาถ่ายรูปเผยแพร่เข้ามา นอกจากจะทำให้ เราได้เห็นหน้าตาของบุคคลสำคัญ เช่นเจ้านาย พ่อค้า ข้าราชการ และคนอีกหลายระดับแล้ว ยังทำให้เรามีภาพ พระ

หัวข้อประเด็น

- การถ่ายรูปในสมัยรัชกาลที่ 5

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ศิลปาคม (ต้นสกุล ทองใหญ่) ก็เริ่มเล่นกล้อง จนราว พ.ศ. ๒๔๔๖-๒๔๘๗ ร.๕ จึงทรงเล่นถ่ายรูปด้วยพระองค์เอง ทรงจัดให้มีการประกวดรูปในงานวัดเบญจมบพิตรฯ ทำให้ วงการถ่ายรูปยุคนั้นคึกคักที่สุด และรูปถ่ายที่ถ่ายกันใน สมัย ร.๕ ก็ดูเหมือนจะมีปริมาณ มีคุณภาพมากกว่ารูปถ่าย ยุคใ ในต่างจังหวัด ผู้เขียนพบหลักฐานว่า สงขลาเป็น ต่างจังหวัดแห่งแรกที่รู้จักวิชาถ่ายรูป คือมีคนถ่ายและอัด ล้างรูปเป็น (มิใช่เพียงเห็นกล้องถ่ายรูปเฉยๆ) ต่อมาเชียง ใหม่และจังหวัดอื่นๆ จึงมีช่างถ่ายรูปตามมา เรื่องนี้เคย เขียนลงในหนังสือ "สมุดภาพสงขลา มหาวชิราวุธ” พ.ศ. ๒๕๓๙ แล้ว จึงไม่ขอเขียนซ้ำอีก การที่วิชาถ่ายรูปเผยแพร่เข้ามา นอกจากจะทำให้ เราได้เห็นหน้าตาของบุคคลสำคัญ เช่นเจ้านาย พ่อค้า ข้าราชการ และคนอีกหลายระดับแล้ว ยังทำให้เรามีภาพ พระสงฆ์สำหรับคนรุ่นหลังได้รู้จักด้วย ยกตัวอย่างเช่นรูป สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) แห่งวัดระฆัง ที่ถ่ายตั้งแต่ราว ปลายสมัย ร.๔ ถึงต้นรัชกาลที่ ๕ (มรณภาพ พ.ศ.๒๕๑๕) รูปสมเด็จพระวันรัต พระราชาคณะ รูปเจ้าอาวาส และรูป สิ่งของสำคัญในวัด เป็นต้น รูปตีพิมพ์ มีทั้งที่เอารูปวาด และรูปถ่ายมาพิมพ์ มี ทั้งที่พิมพ์บนกระดาษสำหรับใส่กรอบ รูปปฏิทิน รูปโปส การ์ด รูปฉลาก รูปในหนังสือ หรือจนแม้รูปบนกล่องขนม ปัง กล่องซิการ์ และอื่นๆ รูปประเภทตีพิมพ์มีมาก่อนรูป เมื่อราชทูตฝรั่งเศสเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับไทย ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเมื่อ ๓๐๐ กว่าปีมาแล้ว พอกลับไปก็ไปพิมพ์หนังสือ ลงรูปลายเส้นเมืองไทยไว้มาก มาย มีรูปเจ้าพระยาโกษาปาน รูปวัดวาอาราม บ้านเรือน ถ่าย คนไทย เป็นต้น ล่วงมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวตะวันตกยังคง เข้ามาเมืองไทยเรื่อย ๆ การพิมพ์รูปเมืองไทยก็ยังคงมีเรื่อย มา ดังรูปในหนังสือของจอห์น ครอฟอร์ด พิมพ์เมื่อสมัย ร.๒ หนังสือของอังรี มูโอ กับหนังสือของเซอร์ จอห์น เบาริง สมัย ร.๔ หนังสือของคาร์ล บอด สมัย ร.๕ เป็นต้น และ ในสมัย ร.๕ นั้นก็มีการพิมพ์โปสการ์ดรูปเมืองไทยเป็นจำนวน มาก พระบรมฉายาลักษณ์ ร.๕ ทรงพระมหามงกุฎประทับ บนพระราชอาสน์ คราวพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๕๑๖ ลงสีอย่างรูปสีน้ำมัน มีขนาดใหญ่เกือบเมตร เคยเห็นตามวัดหลายแห่ง ก็เป็นรูปตีพิมพ์พระบรมฉายา ลักษณ์ ร.๕ ครึ่งพระองค์ ดูผาดๆ นึกว่าเป็นรูปสีน้ำมัน ต้นฉบับก็เป็นรูปตีพิมพ์ ฝรั่งเป็นผู้ทำจำหน่าย คุณธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ ซึ่งรู้จักกับผู้เขียน เคยเขียนเรื่องพระบรม ฉายาลักษณ์ ร.๕ ในลักษณะนี้ลงในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ไว้อย่างน่าสนใจ ดูเหมือนจะลงเมื่อราว พ.ศ.๒๕๓๗ มา ที่ผ่าน รูปอื่นๆ ที่พิมพ์บนฉลากน้ำหอม บนปลอกซิการ์ บนถาด บนแสตมป์ บนฤชา บนธนบัตร รูปทิวทัศน์บ้าน เมือง ผู้คน เหตุการณ์ที่พิมพ์ในหนังสือพิมพ์นิตยสารและ ปฏิทินก็เคยมีอยู่ตามวัดต่างๆ จำนวนมหาศาล แต่ถูกลืม และถูกทิ้งจนเสียหายไปเสียมากต่อมาก เพียงแต่เก็บเกี่ยว เรื่องของวัด รูปท้องถิ่นจากสิ่งพิมพ์เหล่านี้ก็น่าจะได้ประวัติ ดีๆ หลายแฟ้ม เมื่อมีโอกาสจะพิมพ์หนังสือคราวมีงานประจำปีหรือ ฉลองสมณศักดิ์ใด ๆ ก็จะได้พิมพ์รูปต่ออายุไว้ และเพื่อให้ เป็นประโยชน์แก่การค้นคว้า ควรลงรายละเอียด เช่น วัน เดือนปีที่ถ่าย ชื่อช่างภาพ สตูดิโอ ตราร้าน ขอบรูป ลาย มือบนรูป วันเดือนปีที่มีการพิมพ์รูป สิ่งที่น่าสังเกตบนรูป เพื่อเป็นร่องรอยในการอ่านภาพต่อไปด้วย ไม่ควรตัดขอบ รูปหรือรายละเอียดจุกจิกเหล่านี้ทิ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ นำมาพิมพ์เป็นหลักฐานครั้งแรก การถ่ายก็อปปี้รูปไว้บ้างก็ว่าเป็นเพื่อใช้ในกรณีรูปต้น ฉบับถูกลักขโมย หรือสูญหาย หรือเสียหายไปโดยไม่คาด ฝัน เมื่อถ่ายแล้วก็ควรอัดสำเนาเพิ่มเติมและแยกเก็บในที่ ต่างๆ กันบ้าง เพื่อกันหายคราวเดียวกันหมด ปัจจุบัน ฟิล์มและอุปกรณ์การถ่ายรูปราคาค่อนข้างถูก ช่างถ่ายรูปก็ มีมากขึ้น จึงไม่ควรละเลยหรือประมาท เพราะหากเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นมาเมื่อใดเช่นเพลิงไหม้ อย่างน้อยก็ดีกว่าพูดเพียงคำว่า “เสียดาย” สิงหาคม ๒๕๓๘ กัลยาณมิตร ๗๗
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More