ข้อความต้นฉบับในหน้า
usansssu
มรดกไทย
โดย เอนก นาวิกมูล
รูปถ่ายและรูปตีพิมพ์
รูป
แผนกหน้านักพิมพ์ศรีสืบว่าตะรูปที่ ๒ ก่อนเมื่อพระสิทธารถประกองค์ ยกศร
ภาพพิมพ์หิน ที่พิมพ์แจกแทรกในหนังสือพิมพ์ศรีสัปดาหะ มีตัวหนังสือพิมพ์บอกไว้ดังนี้ “ใบแทรกหนังสือ
พิมพ์ศรีสัปดาห์ รูปที่ 5 ตอนเมื่อพระสิทธารถ ประรองศร (ยกศร)” และบอกแหล่งพิมพ์ว่า “โรงพิมพ์หิน
มูราคามี” (ปัจจุบันเห็นตั้งอยู่ที่นางเลิ้ง) ภาพชุดนี้ไม่ทราบแน่ว่ามีจำนวนทั้งหมดเท่าใด
เก่าที่พบตามวัดต่างๆ มีทั้งรูปถ่าย และรูปตีพิมพ์ ฉายาลักษณ์ไว้แต่อย่างใด ส่วน ร.๔ นั้นทรงเป็นพระมหา
ซึ่งสมควรรวบรวมไว้ให้เป็นระเบียบ คอยดูแล กษัตริย์ที่เรียนรู้เทคโนโลยีจากตะวันตกมาก จึงทรงฉาย
มิให้รูปถูกแมลงกัดกิน หรือถูกความร้อนความชื้น พระบรมฉายาลักษณ์ไว้มาก ที่น่าสนใจคือทรงส่งพระบรม
จนกระทั่งสีซีดหายไปหมด นอกจากนั้น ยังควรเลือกคัด
มาถ่ายก็อปปี้เป็นสำเนาไว้ด้วยฟิล์มขาวดำ สี และสไลด์ด้วย
วิชาถ่ายรูปเข้ามาถึงเมืองไทยเมื่อ พ.ศ.๒๓๘๘ ตรง
กับสมัยรัชกาลที่ ๓ หลังจากดาแกร์ ชาวฝรั่งเศสประกาศ
วิธีการถ่ายรูปให้โลกได้รับทราบเพียง 5 ปีเท่านั้น ผู้ที่นำ
วิชานี้เข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทยคือบาทหลวงลาร์โนดี กับ
สังฆราชปาเลอกัว ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศสทั้งคู่
ตามที่ผู้เขียนค้นคว้าเรื่องประวัติการถ่ายรูปในเมือง
ไทยมานาน ๒๐ ปีเต็ม ไม่พบว่า ร.๓ ทรงฉายพระบรม
สิงหาคม ๒๕๓๘
๗๕
ฉายาลักษณ์ไปให้ประมุขต่างประเทศ (ในตะวันตก) เสมอ
เป็นการประชาสัมพันธ์พระองค์เองและประเทศสยามที่น่า
สนใจทางหนึ่ง
สมัย ร.๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงสนพระทัยเรื่องการถ่ายรูปมาก ในตอนต้นๆ รัชกาล
โปรดให้ผู้อื่นฉายพระบรมรูปไว้เป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็น
ช่างไทยหรือช่างจากต่างประเทศ อนึ่งในช่วงต้นๆ นั้น ผู้
เขียนพบหลักฐานว่า พระอนุชาบางพระองค์ เช่น กรม
หมื่นอดิศรอุดมเดช (ต้นสกุล สุขสวัสดิ์) กรมหลวงประจักษ์
กัลยาณมิตร