ข้อความต้นฉบับในหน้า
จากดวงใจลูกที่รักแม่มากที่สุดในโลก
ว่าองค์พระชัด แต่ไม่มากไม่เท่าลืมตาเห็น สว่างก็ประ
มาณเวลานี้แหละค่ะ (6 โมงกว่าๆ) ขนาดขององค์พระก็
เท่าตัวของหนู (ธรรมะของหนูในตอนนั้นยังไม่ละเอียด)
แล้วหลวงพ่อก็พูดว่า แบบทดสอบที่ ๑ ตั้งแต่เวลา
นี้จนถึงเที่ยงหนูจะต้องตรึกที่ศูนย์กลางกายให้เห็นองค์พระ
ตลอดเวลา หนูทำได้มั้ยจ๊ะ SURE อยู่แล้วที่หนูต้องตอบว่า
ทำได้ค่ะ แล้วหนูก็ตรึกไปเรื่อยๆ จนถึงเที่ยง องค์พระ
ท่านสว่างขึ้น ชัดขึ้น ขยายใหญ่ขึ้น ตอนเที่ยงหลวงพ่อก็
เรียกเข้าไปถามว่าทำได้มั้ย หนูตอบว่าทำได้ค่ะ หลวงพ่อ
ก็เลยให้แบบทดสอบที่ ๒ ต่อคือ หนูจะต้องเข้ากลางให้ได้
อย่างสบายๆ แล้วก็นั่งสมาธิโดยไม่ลุกจากที่นั่งตลอดสอง
ชั่วโมงครึ่ง พอหนูทำได้ท่านก็ให้แบบทดสอบที่ ๓ (ขณะ
นันตอน ๓ ทุ่ม) คือก่อนนอนหนูจะต้องตรึกเข้ากลางไป
เรื่อยๆ และถ้าฝันก็ต้องฝันถึงองค์พระ เมื่อตื่นองค์พระก็
ต้องขยายเท่าดอยสุเทพ พอวันรุ่งขึ้นหนูก็มาให้คำตอบว่า
ทำได้ค่ะ หลวงพ่อก็ให้แบบทดสอบที่ ๔ คือองค์พระต้อง
ขยายได้เท่าโลกเป็นอย่างน้อย เช้านั้น หนูก็วางใจหยุดไว้
ที่ศูนย์กลางกายเรื่อยๆ พอเห็นอะไรก็ไม่ตื่นเต้นดีใจ ไม่ลุ้น
องค์พระก็ขยายทีละเท่าตัว จนใหญ่กว่าโลกหลายเท่า แล้ว
กายก็แตกออกไปรอบทิศ องค์พระหันไปทางเดียวกัน จาก
วันนั้นมาหนูก็นั่งสมาธิไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่ไปที่ปิงโค้ง
(รู้สึกจะวันที่ ๒๙ หรือ ๓๐ นี่แหละค่ะ) หลวงพ่อก็พูดว่า
หนูแน่ใจนะ ถ้าอยู่ทางนี้แล้วหนูต้องอดทนยิ่งกว่ากัดฟัน
อีก ต้องกัดเหงือกทีเดียว หนูก็เลยคิดอีกที แต่หนูคิดว่า
ทนได้หนูก็เลยพูดว่า หนูทนได้ค่ะ หลวงพ่อก็ถามคำถาม
เยอะแยะมากเช่น หนูไม่อยากเป็น Doctor แล้วหรือ หนู
บอกว่า หนูอยากเป็นค่ะ อยากเป็น Doctor ทางธรรม
จนในที่สุดวันที่ 9 มิถุนายน ๒๕๓๘ หนูถูกทดสอบ
กำลังใจจากคณะกรรมการอีกคือ น้านัสกับป้าสมถวิล และ
หลวงพี่ฉัตร แต่ทดสอบคนละเวลา คือตอนเช้า (6 โมง)
ทดสอบกับน้านัสและป้าสม น้านัสถามในทำนองว่า หนู
จะทนความลำบากได้รึเปล่า หนูต้องซักผ้า กวาดถูบ้าน
ด้วยนะ หนูตอบว่า จริงๆ แล้วอยู่ที่ไหนก็ลำบากทั้งนั้น
เพียงแต่มันคนละแบบ แล้วก็ถามอีกว่า หนูจะยอมรับพี่
เลี้ยงได้มั้ย ถ้าเขามาว่ากล่าวหนู ข้อนี้คิดหนักแล้วค่ะ
เพราะส่วนมากหนูไม่ค่อยยอมคน แต่หนูก็พยายามคิดว่า
ถ้าพี่เลี้ยงเขามีคุณธรรมมากกว่าเราๆ ก็ควรยอมให้เขาตัก
เตือน จึงได้บอกน้านัสว่า หนูยอมค่ะ แล้วก็มีคำถามอีก
หลายข้อแต่หนูจำได้แค่นี้ พอทดสอบผ่าน ก็ต้องทดสอบ
กับหลวงพี่ฉัตรต่อ ส่วนมากหลวงพี่จะถามเกี่ยวกับแรง
บันดาลใจที่ทำให้หนูตัดสินใจเป็นนักเรียนอภิญญา หนูจำ
คำตอบที่หนูตอบท่านไม่ได้เสียแล้ว แต่พอเขียนแล้วก็เลย
อยากบอกแม่ขึ้นมา จริงๆ แล้วแรงบันดาลเกิดจากความ
คิดที่คิดได้ว่า อยู่ทางโลกไม่มีประโยชน์อะไรอย่างที่เขียน
ไว้หน้าแรกๆ แหละค่ะ นอกจากนั้นหนูยังคิดอีกว่า ถ้าเรา
ไม่เป็นนักเรียนอภิญญาตอนนี้ ธรรมะของเราก็จะไม่ก้าว
หน้า ไม่ทันคนอื่นเขา แล้วถ้าเรารอให้จบปริญญาซะก่อน
ถึงตอนนั้นความคิดเราอาจจะเปลี่ยนได้ เพราะทางโลกก็
คงมีแรงดึงดูดเยอะเหมือนกัน และแม้ถ้าตอนนั้น เรายังมี
ใจคิดอยากเข้ามาเป็นนักเรียน แต่จิตก็คงหยาบมาก และ
ถ้าจะนั่งธรรมะให้ละเอียดก็คงยากเพราะจิตคงฟุ้งซ่านทำ
ใจให้หยุดยาก เอาเป็นว่าหนูก็ผ่านการทดสอบจากหลวงพี่
แล้ว
หนูต้องไปเข้าพิธี (ของหนูเอง) ในบ่ายวันนั้นที่พนา
๘๗
กัลยาณมิตร
สิงหาคม ๒๕๓๘