ข้อความต้นฉบับในหน้า
ที่จำได้จริง7 ของตัว ไม่ใช่จากคำพูดของคนอื่น ก็ประมาณ
๓-๔ ขวบ ก็จำได้บางอย่างอยากจะจดเอาไว้ เขียนเอาไว้
จนกระทั้งอายุ ๑๘ ตั้งแต่อายุ ๑๘ หมายความว่าเมื่อ 40ปี
มีคนไปขุดให้แล้วเราไม่ต้องชุด แต่จากเกิดจนถึงอายุ ๑๘
เราต้องไปชุดเอง เพราะไม่มีใครสนใจ มีแต่รูปบางรูปที่นำ
มาลงในหนังสือ ก็คงเห็นเด็กน่าเอ็นดู หัวกลมๆ นั่นแหละ
คือเรา ตอนนั่นเขาก็ไปชุดเอามาลงในหนังสือ แต่เบื้อง
หลังของรูปนั่นไม่มี เพราะไม่มีใครรู้ว่าในหัวกลมๆ นั่นคิด
อะไร แต่ว่าก็ยังจ่าได้หลายอย่าง ฉะนั้น จะต้องพยายามที่
จะขุดในความจำของเราเอง
เมื่อปีที่แล้วในชุมชนได้พูดถึงว่า โครงการแก้มลิง
นั่นเริ่มต้นตั้งแต่อายุ ๕ ขวบ เพราะว่ามีลิงอยู่ ลิงนี่สมเด็จ
พระบรมราชชนนีไปซ้อมาไว้ในกรง เพราะท่านอยากให้
ลูกๆ ของท่านเห็นธรรมชาดีหลายอย่าง ก็มีไก่ มีลิง มีนก
ท่านหามาเพื่อที่จะให้เด็กได้เห็นสิ่งแปลกๆ ต่างๆ แล้วก็จริง
ถ้าไม่ได้เห็นอย่างนั้น โครงการแล้มลิงก็ไม่ได้เกิดชั้น ลิงนี่
นอกจากมีแก้มลิง ก็มีฟัน ฟันคมด้วยและก็ด มันกัด สม
เด็จพระบรมราชชนนีก็เลยให้หมอฟันมาฝนฟันของลิง เมื่อ
กัดแล้วจะไม่เข้าหรือไม่เป็นแผล อันนี้น่าจะเป็นบทเรียน
ของลิงมากกว่าของคน แต่ว่าเป็นบทเรียนของคนให้เห็นว่า
ใครกัดอย่างนั่นเป็นอันธพาลก็จะถูกตะไบฟัน เพื่อให้เป็น
บทเรียนเมื่ออายุ ๕ จวบ และยังมีเรื่องราวต่างๆ อีกหลาย
เรื่องที่หวนระลึกไปถึงเมื่ออายุ 4 ขวบ เพราะว่าเมื่อเกิดไป
เกิดที่สหรัฐอเมริกา อายุยังไม่ถึงขวบก็เดินทางกลับเมือง
ไทย ผ่านมาทางประเทศอังกฤษ ยุโรป จนมาถึงสิงคโปร์
ทั้งหมดนี้ความจริงเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ว่าไหน7
ทุกคนมากันจำนวน 00,๗๔๒ คน รวม ๔๐๗ คณะ บาง
คณะก็ 0 คน บางคณะก็ 0,000 คนก็นับได้ว่ามากันโดย
มิได้เชิญ ใครอยากมาก็จดชื่อเอาไว้ ชื่อหรือไม่ซ้ำก็ไม่
ทราบ เพราะว่ามีหลายคน บางคณะประกอบด้วยคน7
เดียวกับอีกคณะ ก็ไม่ทราบว่านับรวมกันหรือเปล่า ใน
00,๙๔๒ คนนั่นนับซ้ำหรือไม่ อันนี้ก็ไม่ทราบ แต่เชื่อเพราะ
เป็นคนชื่อ เป็นคนที่ไม่มีความสงสัยในคนอื่น เพราะถือว่า
ทุกคนก็เป็นคนดีทั้งนั่น จึงไม่สงสัยว่าถ้าไม่ซ้ำ ฉะนั่นคน
ที่มานี่เป็นคนกันเองทั้งนั่น คือถ้าไม่ใช่คนกันเองก็จะต้องมี
การเชิญเป็นทางการ อันนี้ใครอยากมาก็มา ก็หมายความ
ว่าเป็นกันเอง ถึงพูดอะไรก็พูดกันเอง พูดค่อนข้างจะรู้สึก
กัลยาณมิตร. ทําไ
ว่าไม่มีพิธีรีตองอะไร แต่รู้สึกว่าพูดมากแล้ว เคยตำหนิคน
บางคนว่าพูดมาก ว่าคนนั้นพูดมากเหลือเกิน เราก็กลาย
เป็นคนอย่างนั้นเหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม ที่พูดนี้ก็ถือว่าเป็นการต้อนรับและ
เป็นการขอบใจที่มีความปรารถนาดี และอุตส่าห์มานั่งฟัง
สมัยนี้ยังดีนะ แต่ก่อนนี้อื่นฟังต่างคนต่างก็รู้สึกว่าเมื่อยก็
ขยับไปขยับมา เราก็พูดไม่ออกท่าให้รู้สึกว่าเกรงใจ แล้วที่
หลังก็มีนั่งกับพื้น ดูแล้วก็รู้สึกลำบากใจเพราะบางทีนั่งกับ
พื้นมันก็เมื่อย กลับไปกลับมา เราก็พูดไม่ออกอีกเพราะว่า
เกรงใจ บางทีพูดไปพูดมาคนโน้นหลับคนนี้หลับ ก็พูดไม่
ออกอีกล่ะ หมายความว่าที่เราพูดทำให้เขาหลับก็แปลกดี
แต่ว่าอาจจะเป็นเกียรติก็ได้ หมายความว่าคำพูดของเรา
มันทำให้อบายใจทําให้เคลิบเคลิ้มเลยทำให้หลับ แต่วันนี้
ไม่หลับ วันนี้คงพูดไม่ดี แต่คำว่าพูดแล้วท่าให้คนเคลิบ
เคลิ้มนั่นมันก็ไม่ค่อยดี รู้สึกว่าเขาตำหนิว่าคนที่พูดแล้วทำ
ให้คนเคลิบเคลิ้ม ก็หมายความว่าเคลิบเคลิ้มและคิดตาม
โดยที่อาจจะไม่ถูกต้อง อาจไม่ดีก็ได้
วันนี้ท่านไม่เคลิบเคลิ้ม อาจจะเป็นเพราะว่าส่วน
มากท่านเป็นเด็กๆ ทั้งนั้น เปรียบเทียบเพราะว่าเราก็อายุ
มากขึ้นไป อันนี้ไม่ใช่บอกว่าอายุมากเกินไป เห็นคนอื่นเป็น
เด็กหมด รู้สึกว่าเขาถือว่าเราผู้ใหญ่ นอกจากท่านผู้ใหญ่ที่
อยู่ข้างหน้าก็เป็นผู้ใหญ่ ความจริงก็เป็นผู้ใหญ่ ถือเป็น
เหมือนรุ่นพี่ได้ แต่ก่อนนี้เวลาพูดผู้ใหญ่เป็นรุ่นพี่ไม่ได้ เป็น
รุ่นลุง อาจจะเป็นรุ่นปู่ก็ได้ แต่ก่อนนี้เมื่อสมัย 40กว่าปีที่
ผ่านมา พบกับใคร เขาเป็นผู้ใหญ่ไปเยอะ แท้จริงเขาอายุ
สัก ๔๐ แต่ดูเป็นผู้ใหญ่เหลือเกิน ก็เลยทำให้นึกว่าเดี๋ยวนี้
เรามันไม่ใช่ ๕๐ รับราชการ ๕๐ ปี แต่ว่าคนอื่นก็อยู่อย่าง
เดิม คนที่พบส่วนมากก็ตากว่า 50 ปี นอกจากพี่ๆ เดี๋ยวนี้
ไม่มีแล้ว รุ่นลุง รุ่นป่า รุ่น รุ่นยาย อย่างไรก็ตาม พูดไป
พูดมาก็ถือว่าเป็นกันเอง นึกว่าพอแล้ว แล้วก็เหลือแต่ว่า
ขอขอบใจท่านทั้งหลายที่มาให้พร และให้พรนี้สะท้อนกลับ
ไปถึงท่านให้มีความเจริญรุ่งเรือง และความสำเร็จทุกอย่าง
ที่พิงปรารถนา
มกราคม ๒^๐'
0