ข้อความต้นฉบับในหน้า
ทวามก้อและประเมณี
เรื่อง : ลำขณา ศคุนะสิงห์
ภาพ : ภูชิด พูดสงคราม
วฟ
และเวะพณีไทย ด้วยเหตุนี้แม้ในปัจจุบันเราจะทันสมัยด้วย
กา8เตลื่อกศพ
เป็นที่ลุตเหมือนกันจะได้ไม่ใช้ชีวิตอย่างประมาท
วิทยาการก้าวหน้าแต่บ่อยครั้งที่ผู้เขียนเคยเห็น
ญาติผู้ตายมักกระซิบข้างหูผู้ตายว่า “หลับให้
สบายเถิด อย่าห่วงกังวลอะไรเลย” อันที่จริง
ผู้ตายก็ตายไปแล้ว คงไม่ยินไม่ผลอะไรทั้งสิ้น
และกา81พาศพ แต่เป็นความเชื่อของผู้พูดหรือเป็นการหลอก
ต่อจากฉบับที่แล้ว
เมื่อคนเราตาย ลูกหลานผู้อยู่เบื้องหลัง
ก็จะจัดพิธีกรรมต่างๆ ให้ ตามความเชื่อและ
ประเพณีของท้องถิ่น หลายชาติมีการอาบน้ำ
ตัวผู้พูดเอง โดยคิดไปว่าเมื่อพูดเช่นนั้นผู้ตาย
คงได้ยิน จิตจะได้สงบหมดกังวล และอาจ
เป็นการปลอบใจผู้พูดเองด้วยว่าผู้ตายตายอย่าง
สงบสุข
สำหรับคนไทยสมัยก่อนนั้น เมื่อมีผู้ใด
ตาย ญาติจะจัดการอาบน้ำศพแต่งตัวศพ ตรา
ศพเพื่อชำระร่างกายให้สะอาดก่อนจะแต่งตัวศพ สังบรรจุเข้าโลง และนิมนต์พระมาสวดพระอภิ
และน่าบรรจุเข้าโลงแล้วฝัง ประเพณีไทยก็ท่า
เช่นกัน ถ้ามีญาติผู้ใหญ่ในบ้านเจ็บใกล้ตาย
จะมีการ “บอกหนทาง” เมื่อเห็นว่าไม่รอดแน่
หรือขาวยุโรปที่นับถือศาสนาคริสต์ จะเชิญ
บาทหลวงมาอ่านคัมภีร์ให้คนเจ็บหนักใกล้ตาย
ฟังเช่นกัน จุดมุ่งหวังก็คงเหมือนๆ กันคือเพื่อ
ให้คนใกล้ตายมีจิตสงบ ไม่หวงไม่กังวลในสิ่งใด
ในเวลาเดียวกันก็เพื่อให้ลูกหลานทำใจ และได้
เห็นสัจธรรมแห่งชีวิตว่าทุกคนเกิดแล้วต้องตาย
เพราะ
ธรรมหน้าศพ แต่เพียงเท่านั้นยังไม่เสร็จ
การเก็บศพไว้ที่บ้านนาน ๆ ย่อมไม่สะดวกแก่ผู้
อยู่อาศัย ว่าเป็นต้องมีการเคลื่อนย้ายไปเก็บที่
อื่นหรือเผาให้เสร็จสิ้นไป ด้วยเหตุนี้จึงต้องมี
ประเพณีเกี่ยวกับการตั้งศพ การเคลื่อนย้ายศพ
การเผาศพ การเก็บ การทำบุญอริ และ
การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย เพราะคน
ไทยยังมีความเชื่อว่าผู้ใดตายไปแล้ว วิญญาณ
จะออกจากร่างไปหาที่อาศัยใหม่ในร่างของ
กัลยาณมิตร ๑๐๔ ----/----;
มกราคม ๒๕๔๐