ข้อความต้นฉบับในหน้า
ฉุดไม่ต้องลากเขาจะได้ไปอย่างสงบสุข และ ผีผู้ตายจะถูกเจ้าของป่าช้าเบียดเบียนไม่มีความ
ยินดีไป เพียงแค่ลูกหลานและญาติตามไปส่งก็ สุข ตากสียา กลาในหนังสือ ธรรมบท กล่าวว่า
พอ”
ยายกแป็นหญิงสัปเหร่อมีหน้าที่เฝ้าป่าช้า
สมัยนี้การจัดงานศพค่อนข้างสะดวก (สับเพศกับเรื่องข้างต้นที่ว่าเป็นตากสี) ส่วนตา
มากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯ และใน กลาไม่กล่าววิ่ง คงปรากฏแต่ว่าแกมีลูกหญิง
เมืองใหญ่ วัดมักมีเมรุเผาศพ มีรถลากที่ตั้ง ชาย อาศัยอยู่ด้วยในกระท่อมในป่าช้าเท่านั้น
โลงศพได้ ไม่ต้องแบกหามเองตั้งแต่ก่อน นับ มีอาชีพทางรับจ้างเผาศพ ใครให้ค่าจ้างแก แก
ว่าเบาแรงมาก ลูกหลานก็จะช่วยกันเข็นรถนั้น ก็จัดการเผาให้ ในลัทธิฮินดู กาลีเป็นชื่อของ
เวียนรอบเมรุเท่านั้น การแบกหามโลงศพขึ้น พระอุมา เมื่ออวตารมาเป็นภูตดุร้ายชื่อกาลี
เมรุหรือเชิงตะกอนก็มีเจ้าหน้าที่วัดท่าแทนลูก ในหนังสือของอินเดีย กล่าวถึงปาทีไร ก็มีศาล
หลานอาจเพียงช่วยประคอง หรือแตะด้านข้าง พระกาลีด้วยเกที ส่วนพระอิศวรเทพสวามี
โลงศพขึ้นเมรุพอเป็นพิธีว่าดามมาส่งศพเท่านั้น นางอุมาก็มีภาคส่วนที่คลุกเคล้าลงมาอยู่กับผิ
พิธีเผาศพ
ในป่าช้า จึงได้ชื่อว่าพระภูเตศวร ผู้เป็นใหญ่
ในพวกภูตผี เรื่องตากลียายกลา จะมีเค้ามา
เมื่อเชิญศพขึ้นตั้งบนเชิงตะกอนหรือ จากนี้ แต่คงเลื่อนแตกต่างออกไป เรื่องจึงไม่
เมรุแล้ว เจ้าภาพต้องน่าเบี้ยทิ้งที่เชิงตะกอน ตรงทีเดียว”
ให้ตากลียายกลาเป็นจำนวน เบี้ย เดี๋ยวนี้
ไม่ใช้เบี้ยกันแล้วก็ต้องใช้เหรียญลดางค์แทนเบี้ย
เช่นเดิม
๓๓
สมัยเมื่อผู้เขียนยังเป็นเด็กอยู่ ว่า ได้ว่า
เคยตามมารดา (นางบุนนาค สุวัณณาคาร)ไป
และจำนวนเหรียญที่ทิ้งนั้นก็ยังคงเป็นจำนวนคี่ งานศพที่ต่างจังหวัด เคยเห็นเขาโปรยทานเด็กๆ
วิ่งไปแย่งเก็บ ความเป็นเด็กของผู้เขียนจึงอยาก
การทิ้งเบี้ยที่เชิงตะกอนเป็นการซื้อที่ ได้บ้างจะวิ่งไปเก็บแต่ถูกมารดาห้าม ท่านอ้าง
จากเจ้าป่าช้าให้ผู้ตายอยู่ เคยมีเรื่องเล่าสืบกัน ว่าเดี๋ยวโดนห์-หูแดกเพราะเท่าที่เห็นและว่า ได้
มาว่าเจ้าภาพงานศพไม่ได้ซื้อที่ให้ผีญาติอยู่ใน นั้นเจ้าภาพไม่ได้โปรยสตางค์โดยตรงเหมือน
ขณะเผา เมื่อเผาแล้วผีไม่มีที่อยู่ ก็เที่ยวรบ สมัยนี้ แต่นำมะนาวมาผ่าแล้วเหน็บสตางค์ลง
กวนหลอกหลอนต่างๆ ภายหลังเจ้าภาพจึงได้ ไป อาจเป็นด้ายเหรียญสตางค์มันเล็ก เกรงว่า
ซื้อที่ให้ ผีจึงไม่เที่ยวหลอกหลอนใครอีก ความ ทิ้งไปแล้วคนอาจเหยียบขณะแย่งกันจะหายจม
เชื่อนี้เลยกลายเป็นประเพณีเรื่อยมาที่จะต้องมี ดินไป เมื่อโง่ขึ้นจึงเข้าใจที่มารดาห้าม และ
การทิ้งทานในงานศพก่อนเผา
พระยาอนุมานราชธน (๒๕๑๐ : ๒๖๓-
๒๖๑) ได้กล่าวถึงการทิ้งเบี้ยและตากลียายกลา
คิดถึงตอนหมึกของบทดอกสร้อย “ซักสาว”
ที่เคยท่องอาขานเมื่อครั้งเรียนชั้นประถมศึกษา
ที่ว่า
“ซักเอ๋วซักสาว
เช้าแสงชิงเหงื่อนกิ่งไม่เคยพบ
ไม่น่าคบเลยหุ่นลพวกขอทาน
“เรื่องทิ้งเบี้ยเป็นจำนวน ๓๓ เบี้ย ให้ ผลมะนาวหิ้งเกน ในงานศพ
ไวดังน
ตากลียายกลา มีคดีถือกันว่าให้เป็นค่าจ้างเผา
เพราะตากลียายกลา ลางที่ว่าชื่อตากลายาย
กลี เป็นเจ้าของป่าช้าจึงต้องขออนุญาตซื้อที่ ท่าประหนึ่งซัดสนจนปัญญา
สาหรับฝังหรือเผาเสียก่อน ถ้าไม่ซื้อที่ ผีจะไม่ มีทางหากินได้หลายสถาน
มีที่อยู่ เที่ยวรบกวนหลอกหลอนหรือไม่เช่นนั้น
มกราคม ๒๕๔๐
© กัลยาณมิตร
อ่านผ้อผฌ &