ข้อความต้นฉบับในหน้า
วิสัยของครูบาอาจารย์นั้น ท่านไม่เคยกังวลหรือกลัว
เลยว่าลูกศิษย์จะไม่รัก แต่กลับกลัวว่าลูกศิษย์จะโง่ ฉะนั้น
แม้ท่านจะดุ จะเฆี่ยนตี ก็ย่อมทำด้วยความปรารถนาดี
เฆี่ยนตีเพียงแค่ให้พอให้หลาบจำ ไม้เรียวในมือของครูนี่
แหละที่ช่วยปกป้องศิษย์ให้ทันภัยและได้ดิบได้ดีมานักต่อ
นักแล้ว
แต่ทางที่ดีทั้งครูที่บ้านและครูที่โรงเรียนควรจะต้อง
ร่วมมือประสานงานกัน เพราะถ้าครูที่บ้านสอนมาดี ช่วย
ขัดเกลาปูพื้นฐานทางด้านความคิดความอ่านมาแล้วอย่างดี
พอมาถึงโรงเรียน ครูที่โรงเรียนก็เบาแรง ไม่ต้องแก้ต้อง
ดัดกันมาก ซึ่งจะช่วยให้มีเวลาไปทุ่มเทให้กับการสอน
หนังสือหรือเน้นในเนื้อหาทางวิชาการได้อย่างเต็มที่
ถ้าครูที่บ้านกับครูที่โรงเรียนรับช่วงประสานงานกัน
ได้อย่างนี้ ก็จะช่วยปลุกปั้นเด็กให้เป็นคนดีคนเก่งได้ใน
ระดับหนึ่ง แต่จะให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีกละก็ ต้องหมั่นพาไปหา
“ครูที่วัด” ด้วย
ครูที่วัดนี้หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงคุณธรรม โดย
ท่านจะช่วยแนะน่าสั่งสอนในเรื่องของจิตใจ และการทำ
ความดีในระดับสูงๆ ขึ้นไป เพื่อให้เด็กๆ ได้เป็นคนดีมี
ความรู้คู่คุณธรรม ซึ่งการรู้จักเข้าวัดเข้าวาไปพบกับพระ
สงฆ์องค์เจ้านี้ ถือเป็นสิ่งจำเป็นเพราะจะช่วยให้ได้รู้ได้เห็น
แบบอย่างแห่งการประพฤติปฏิบัติอันหนึ่ง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น
วิธีดำเนินชีวิตที่ประเสริฐสุดของมนุษย์เราเรียกว่า “พรหมฯ
จรรย์”
บรมครู
การทําหน้าที่ครูถือว่าเป็นหน้าที่หลักของพระสงฆ์อยู่
แล้ว คือท่านมีหน้าที่จะต้องฝึกฝนอบรมตนให้งดงามตาม
พระธรรมวินัย กับการแนะนำสั่งสอนผู้อื่นให้รู้จักดำเนิน
ชีวิตอย่างถูกต้อง
มาถึงตรงนี้แล้วก็ใครจะให้เราได้ตระหนักกันว่า แม้
ตัวเราจะมีได้มีอาชีพเป็นครูก็ตาม แต่พวกเราทุกคนก็จำ
เป็นที่จะต้องเป็นครู เพราะคนที่เราจะต้องคอยหมั่นดัก
เตือนพร้าสอนนั้นมีอยู่ คือตัวเราเอง ก็อย่างที่พระสงฆ์
ท่ากันอยู่นั้นแหละ
สงฆทาน
สิ่งที่พระสงฆ์นำมาสอนแก่ผู้อื่นนั้นก็คือ วิธีการแก้
ปัญหาชีวิต เป็นวิธีที่ช่วยคลายทุกข์และได้พบสุขแท้จริง
ซึ่งถือว่าเป็นวิชาชั้นยอดที่ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันมานาน
ว่าสองพันหกร้อยปี วิธีการถ่ายทอดความรู้ก็อาศัยพระ
อุปัชฌาย์อาจารย์ผ่านกันมาเป็นทอดๆ คือพระสงฆ์ที่บวช
ทุกรูปท่านต้องมีครูมีอุปัชฌาย์ อุปัชฌาย์ของท่านก็ต้องมี
อุปัชฌาย์เช่นเดียวกันเป็นชั้นๆ ขึ้นไป ถ้าไล่เรียงกันไป
อย่างนี้จนถึงชั้นสูงสุดที่เป็นครูของครูของครู ก็คือองค์สม
เด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เราถือว่าเป็น “บรมครู” เพราะ
พระองค์ทรงเป็นผู้ค้นพบสุดยอดวิชชาแห่งการแก้ทุกข์ให้
กับชาวโลกได้ เรียกว่า การตรัสรู้
พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้นั้นมีอยู่ ๒ ประเภท ประเภท
แรกเรียกว่า “พระปัจเจกพุทธเจ้า” คือพระพุทธเจ้าที่
ตรัสรู้แล้วไม่ทรงสอนใคร เพราะมิได้ทรงสั่งสมบารมีในการ
เป็นครูมาก่อน
ประเภทที่สองเรียกว่า “พระสัพพัญญูพุทธเจ้า” คือ
พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้แล้วก็ทรงสั่งสอนผู้อื่นด้วย เพราะทรง
มีคุณธรรมของความเป็นครูครบถ้วนบริบูรณ์คือ ทรงเปี่ยม
ด้วยพระวิสุทธิคุณ พระปัญญาธิคุณ และพระกรุณาธิคุณ
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือมหาบุรุษที่ประสูติหรือ
อุบัติขึ้นมาก็เพื่อประโยชน์เกื้อกูลต่อโลกโดยแท้
หลังตรัสรู้แล้ว ก็ทรงทำหน้าที่ของครูไปจนตลอด
พระชนม์ชีพโดยมิได้ว่างเว้นต่อหน้าที่แม้สักวินาที
แม้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปนานแล้ว ก็ยังคงเหลือ
พระธรรมคำสั่งสอนเป็นมรดกล้ำค่ามาจนถึงบัดนี้ นี่แหละ
คือ “บรมครู” ผู้ทรง
“ชี้ทางบรรเทาทุกข์ และ สุขเกษมศานต์
ชี้ทางพระนฤพาน
อันพ้นโศกวิโยคภัย...”
๙๕
มกราคม ๒๕๔๐
กัลยาณมิตร
.........