ข้อความต้นฉบับในหน้า
เป็นข้อคิดอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องของความสำเร็จ และความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
ของแต่ละคน ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะพี่น้องท้องเดียวกัน พ่อแม่ฟิกมาเหมือนๆ กัน
ทำงานในที่เดียวกัน แต่ไม่แน่ว่าจะประสบความเจริญรุ่งเรือง ประสบความสำเร็จได้เท่า
กัน มีข้อมูลเรื่องหนึ่งที่อยากให้ทุกคนนำไปพิจารณา และประเมินดูซิว่าเป็นความจริง
หรือไม่เพียงใด ข้อมูลนี้กล่าวว่า
ในบรรดาคนโง่ทั้งหลายในโลก “คนที่มีความรู้, จะประสบความสำเร็จได้มากกว่า
ในบรรดาคนที่มีความรู้ด้วยกัน คนที่มี “ความสามารถ” จะประสบความสำเร็จได้มากกว่า
ความรู้กับความสามารถนั้นไม่เหมือนกัน ความรู้อาจจะเรียนมาได้เท่าๆ กัน แต่
ความสามารถเป็นเรื่องของการเปลี่ยนความรู้ให้ออกมาเป็นผลงาน ซึ่งแต่ละคนทำได้ไม่
เท่ากัน เพราะฉะนั้นคนที่มีความรู้เท่าๆ กัน คนที่มีความสามารถเอาชนะไปได้
ในบรรดาคนที่มีทั้งความรู้ด้วยและมีความสามารถด้วย คนที่มีความประพฤติดี
จะประสบความสำเร็จมากกว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าคนที่มีความรู้ดี มีความสามารถดี
แต่ความประพฤติไม่ดี ยังจมอยู่ในอบายมุข พรรค
พวกก็จะไม่ไว้วางใจ เขาจะไว้วางใจเฉพาะคนที่มีความ
ประพฤติดีเท่านั้น
ในบรรดาคนที่มีทั้งความรู้ มีทั้งความสามารถ
และมีทั้งความประพฤติดี คนที่มีบุญอยู่ในตัวเท่านั้น
จึงจะประสบความสำเร็จ คนมีบุญเป็นอย่างไร? ใคร
ที่ได้ช่วยพรรคพวกเพื่อนฝูงมาอย่างดี
เพื่อนฝูงตกทุกข์ได้ยากก็ยินดีช่วยเหลือ ได้ดูแลพ่อแม่
พรรคพวก
มาอย่างดี จะตกทุกข์ได้ยากหนักหนาสาหัสอย่างไรก็
ไม่ทิ้งพ่อทิ้งแม่ มีโอกาสเมื่อไรเป็นต้องเข้าวัดฟังธรรม
ทำบุญท่าทานเรื่อยไป คนเช่นนี้แหละคือคนมีบุญ คน
ประเภทนี้จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้มาก ไม่ว่า
จะหยิบจะทำอะไร จะพอดิบพอดีไปหมด ทุกอย่างจะได้จังหวะของมันเอง
ถ้าสูดภาษาชาวบ้านก็บอกว่ามันเฮง แล้วทำอย่างไรจึงจะเฮงกับเขาบ้าง? ก็ไม่
ยากเย็นอะไร รักษาศีลให้ดีให้ครบทุกข้อ ความลำเอียงอย่าให้มี อบายมุขก็อย่าไปแตะ
บุญกุศลหมั่นทำให้สม่ำเสมอตลอดชีวิต อย่างนี้เฮงแน่ๆ
วิธีการทำงานอย่างมีความสุข
หลวงพ่อก็ขอทบทวนนั้นๆ ว่า ในการทำงานทั้งหลาย ศูนย์รวมแห่งความสุขก็ตาม
ศูนย์รวมแห่งความทุกข์ก็ตาม อยู่ที่ตัวของเรา อย่าไปคิดว่าคนอื่นเป็นคนทำให้เราเกิด
ความทุกข์ขึ้นมา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรุปไว้ว่า ความทุกข์ของเรานั้นมาจาก
0.กรรมกิเลสหรือศีลที่บกพร่องของเรา
๒.ความลำเอียงของเรา
ต.อบายมุขที่เราเข้าไปหมกมุ่น
ถ้าเราแก้สิ่งเหล่านี้ได้ ใจของเราจะปลอดโปร่ง เมื่อใจของเราปลอดโปร่งแล้ว
เราจะมองงานของเราออกว่า โดยหน้าที่ ฐานะ ตำแหน่งการงานของเรานั้นอยู่ตรงไหน
กัลยาณมิตร
พฤษภาคม ๒๕๔๐