การแก้ไขพระวินัยและความแตกแยกในพระสงฆ์ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2540 ฉบับที่ 5 หน้า 47
หน้าที่ 47 / 132

สรุปเนื้อหา

สมัย พระสงฆ์อาจจะร่วมกันแก้ไขได้ พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ถามพระอานนท์เถระว่า สิกขาบทเล็กน้อยนั้นหมายถึงสิก ขาบทส่วนใดของพระวินัย พระอานนท์ท่านตอบว่า ไม่ทัน ได้ทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะมัวแต่เศร้าโศกและ ว้าวุ่นใจ พระอรหันตสาวกทั้งหลายซึ่งพากันเสียดาย แล้ว ปรับอาบัติ คือกล่าวตำหนิพระอานนท์ว่า ทำไมไม่ทูลถาม พระมหากัสสปะซึ่งสรุปต่อหน้าพระอริยสงฆ์ทั้งปวงว่า สิก ขาบทข้อใดที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้นั้น ถือว่าเป็นของ ศักดิ์สิทธิ์และให้คงไว้ พระเถระทั้งหมดก็เห็นด้วย การที่พระอรหันต์สาวกรูปที่เชี่ยวชาญเช่นพระอุบาลี เถระ ซึ่งเชี่ยวชาญทางพระวินัยเป็นผู้ให้ข้อมูล และพระอา นนท์ให้ข้อมูลทางพระธรรมนั้น เมื่อตอบถ้อยคำเป็นที่พอใจ ของพระเถระทั้งหลายแล้ว ซึ่งกล่าวรับชื้นพร้อมกัน นี่กระ มังที่เรียกกันว่า สังค

หัวข้อประเด็น

- การแก้ไขพระวินัยและความแตกแยกในพระสงฆ์

ข้อความต้นฉบับในหน้า

สมัย พระสงฆ์อาจจะร่วมกันแก้ไขได้ พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ถามพระอานนท์เถระว่า สิกขาบทเล็กน้อยนั้นหมายถึงสิก ขาบทส่วนใดของพระวินัย พระอานนท์ท่านตอบว่า ไม่ทัน ได้ทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะมัวแต่เศร้าโศกและ ว้าวุ่นใจ พระอรหันตสาวกทั้งหลายซึ่งพากันเสียดาย แล้ว ปรับอาบัติ คือกล่าวตำหนิพระอานนท์ว่า ทำไมไม่ทูลถาม พระมหากัสสปะซึ่งสรุปต่อหน้าพระอริยสงฆ์ทั้งปวงว่า สิก ขาบทข้อใดที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้นั้น ถือว่าเป็นของ ศักดิ์สิทธิ์และให้คงไว้ พระเถระทั้งหมดก็เห็นด้วย การที่พระอรหันต์สาวกรูปที่เชี่ยวชาญเช่นพระอุบาลี เถระ ซึ่งเชี่ยวชาญทางพระวินัยเป็นผู้ให้ข้อมูล และพระอา นนท์ให้ข้อมูลทางพระธรรมนั้น เมื่อตอบถ้อยคำเป็นที่พอใจ ของพระเถระทั้งหลายแล้ว ซึ่งกล่าวรับชื้นพร้อมกัน นี่กระ มังที่เรียกกันว่า สังคีติ คือขับร้องชื้นพร้อมกัน หมายถึงยอม รับในพระวินัยหรือข้อนั้น การกระทำสังคายนาครั้งที่ 9 โดยพระมหากัสสป เถระเป็นประธานนั้น เป็นที่ยอมรับของพระเถระฝ่ายใต้ เมื่อพระมหากัสสปเถระแจ้งข้อความนี้ต่อพระบุราณเถระซึ่ง เป็นประมุขของพระเถระฝ่ายเหนือ ซึ่งมีบริวารมากและได้ อยู่ในที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานด้วย ได้ส่งเรื่องการ สังคายนาที่พระมหากัสสปะทำนั้น แต่ตัวท่านบุราณะไม่หัน มาร่วม ท่านซึ่งบอกแก่พระมหากัสสปเถระว่า ที่ท่านทำนั้น ก็ดีแล้ว ส่วนข้าพเจ้าก็จะทำตามและปฏิบัติตามที่ได้ยินได้ ส่งมาจากพระผู้มีพระภาค ซึ่งเกิดมีความคิดเห็นยันเป็นทิฏฐิ ไม่ตรงกันตั้งแต่บัดนั้นมา เงื่อนไขที่ว่าการแก้ไขสิกขาบทเล็ก*! น้อยๆ นั้น พระสงฆ์ฝ่ายใต้หรือฝ่ายหักษิณนิกายไม่สามารถ แก้ไขวินัยข้อใดได้ แต่พระสงฆ์ฝ่ายเหนือยันมีพระบุราณ เถระเป็นประธานนั้น สามารถแก้ไขพระวินัยได้ ซึ่งเกิด ความแตกแยกด้านการประพฤติตั้งแต่นั้นมา ในร้อยปีต่อมา ในการสังคายนาครั้งที่ ๒ พระสงฆ์ ในแคว้นต่างๆ ของอินเดียได้แยกออกเป็นนิกายเล็กๆ น้อยๆ แต่ที่ถือเป็นเด่นชัดและ ที่ต่างกันในด้านความคิดมากขึ้น เป็นส่วนใหญ่นั้นคือ 9.พระสงฆ์ฝ่ายใต้ สายพระมหากัสสปะเป็น หักษิณ นิกาย หรือเถรวาท ๒.พระสงฆ์ฝ่ายพระบุราณะเป็นหัวหน้านั้นเป็นอุตร นิกาย หรืออาจริยาวาท พฤษภาคม ๒๕๔๐ เนื่องจากพระสงฆ์ฝ่ายเหนือสามารถแก้ไขพระวินัย ข้อปฏิบัติให้สอดคล้องกับลัทธิเชื่อถือของพวกนับถือศาสนา ฮินดูได้ ตลอดถึงเงื่อนไขที่เกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ว่า ทุกคน สามารถเป็นโพธิบุคคลได้ทั้งชายและหญิง มีศักดิ์ศรีที่จะทำ ความดีเพื่อตนและคนอื่นได้มาก ซึ่งพากันกล่าวว่าทางฝ่าย ใต้คือเถรวาทนี้ เป็นหินยาน คือพาหนะที่แคบ เป็นยานคัน เล็ก บรรทุกคนข้ามโมกขธรรมได้น้อย และขนานนามฝ่าย ตนว่าเป็นมหายาน ซึ่งเป็นพาหนะใหญ่ รถคันใหญ่ สามารถ เจริญธรรมเพื่อชีวิด และเข้าโมกขธรรมได้เป็นอันมาก ฝายหินยานหรือเถรวาทได้เจริญอยู่ในอินเดียฝ่ายใต้ ในการสังคายนา ๓ ครั้งคือ ครั้งที่ ๑ สมัยพระเจ้าอชาตศัตรู ด ครั้งที่ ๒ สมัยพระยากาลาโศกราช และในสมัยที่ ๓ คือพระเจ้าอโศก มหาราช มันเป็นยุคที่พระพุทธ ศาสนาเจริญที่สุด เมื่อสังคายนาเสร็จ แล้ว มีการส่งสมณทูตออกไปประกาศ พระศาสนาในส่วนต่างๆ ของโลก หลายแห่งทั้งในยุโรปและเอเชีย ลังกา มอญ ไทย กัมพูชา ลาว สิกขิม และพม่า ฝ่ายมหายานแพร่หลายใน ทิเบด จีน เกาหลี ญี่ปุ่น เวียตนาม ความเป็นมาของพุทธศาสนาเถรวาท ฝ่ายหักชิณนิกาย (เถรวาทหรือหินยาน) มีความเจริญ อยู่ในชมพูทวีป ในการสังคายนา ๓ ครั้งคือ ครั้งที่ ๑ สมัย พระเจ้าอชาตศัครู ครั้งที่ ๒ สมัยพระยากาอาโศกราช และในสมัยที่ ห คือพระเจ้าอโศกมหาราช นับเป็นอุคที่ พระพุทธศาสนาเจริญที่สุด เมื่อสังคายนาเสร็จแล้ว มีการ กัลยาณมิตร
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More