กำเนิดของสัตว์และการฆ่าสัตว์ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2534 ฉบับที่ 9 หน้า 11
หน้าที่ 11 / 112

สรุปเนื้อหา

ต้นมีศีล ๕ ทีเดียว ศีล ๕ รู้จักกัน พร้อมดี บริบูรณ์ดี ต้องให้รู้จัก แม่นยำแน่นอน ว่าการฆ่าสัตว์น่ะ ต้องให้รู้จักสัตว์เสียก่อนว่าอย่างไร จึงจะเรียกว่าสัตว์ คำที่เรียกว่าสัตว์ น่ะ ผู้ข้องอยู่ในภพ แปลว่าผู้ข้องอยู่ ลูกตีติ แปลว่าข้องอยู่ สัตว์ที่ข้อง อยู่มีกำเนิดถึง ๔ คือ อัณฑชะ สังเสทชะ ชลาพุชะ อุปปาติกะ นี่ กำเนิด ๔ อัณฑชะ สัตว์ที่เกิดด้วย ฟองไข่ สัตว์ชนิดอะไรไม่ว่าที่เกิด มนุษย์ ด้วยฟองไข่แล้วก็ฟักเป็นตัวอีกหนหนึ่ง มลทินเหงื่อไคลของคัพภ์นั้น ด้วย คนนั่นแหละ นี้ก็เกิดด้วยฟองไข่ เรียกว่า อัณฑชะทั้งนั้น นี่เราก็ระวัง ของสกปรกโสโครกเหล่านั้น เกิดเป็น เกิดด้วยฟองไข่ก็มี เกิดด้วยเหงื่อไคล ยากนะ ไข่เป็ด ไข่ไก่ ระวังยาก ๔๙๙ นี่เกิดด้วยเหงื่อไคลเหมือนกัน ก็มี เกิดเป็นอุปปาติกะก็มี เกิดเป็น เหมือนกัน

หัวข้อประเด็น

- กำเนิดของสัตว์และการฆ่าสัตว์

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ต้นมีศีล ๕ ทีเดียว ศีล ๕ รู้จักกัน พร้อมดี บริบูรณ์ดี ต้องให้รู้จัก แม่นยำแน่นอน ว่าการฆ่าสัตว์น่ะ ต้องให้รู้จักสัตว์เสียก่อนว่าอย่างไร จึงจะเรียกว่าสัตว์ คำที่เรียกว่าสัตว์ น่ะ ผู้ข้องอยู่ในภพ แปลว่าผู้ข้องอยู่ ลูกตีติ แปลว่าข้องอยู่ สัตว์ที่ข้อง อยู่มีกำเนิดถึง ๔ คือ อัณฑชะ สังเสทชะ ชลาพุชะ อุปปาติกะ นี่ กำเนิด ๔ อัณฑชะ สัตว์ที่เกิดด้วย ฟองไข่ สัตว์ชนิดอะไรไม่ว่าที่เกิด มนุษย์ ด้วยฟองไข่แล้วก็ฟักเป็นตัวอีกหนหนึ่ง มลทินเหงื่อไคลของคัพภ์นั้น ด้วย คนนั่นแหละ นี้ก็เกิดด้วยฟองไข่ เรียกว่า อัณฑชะทั้งนั้น นี่เราก็ระวัง ของสกปรกโสโครกเหล่านั้น เกิดเป็น เกิดด้วยฟองไข่ก็มี เกิดด้วยเหงื่อไคล ยากนะ ไข่เป็ด ไข่ไก่ ระวังยาก ๔๙๙ นี่เกิดด้วยเหงื่อไคลเหมือนกัน ก็มี เกิดเป็นอุปปาติกะก็มี เกิดเป็น เหมือนกัน ไข่มด ไข่เหา ไข่เรือด มนุษย์เรียกว่าสังเสทชะเหมือนกัน ชลาพุชะก็มี กำเนิดทั้ง ไข่เย็น ไข่เหล่านี้ระวังยากทั้งนั้น มี อุปปาติกะ ลอยขึ้นบังเกิด มีพร้อม ไข่ทั้งนั้นสัตว์พวกนี้ นี่เรียกว่าอัณฑชะ เกิดขึ้นละอายุ ๑๔-๑๕ ที่เดียว สัตว์ที่เป็นอยู่ปรากฏไปไหน นั่นก็เป็นสัตว์อีกพวกหนึ่งเช่นนี้เรา ไปได้ กระดุกกระดิกได้ หรือมีชีวิต ต้องเว้นกันจริง ๆ LIM สังเสทชะ สัตว์ที่เกิดด้วย จะฆ่าเขาไม่ค่อยได้หรอก แต่ว่าได้ เป็นอยู่กระดุกกระดิกไม่ได้ เช่น เหงื่อไคล เหา เล็น เรือด ไร ที่กัด เหมือนกัน เช่น นางอัมพปาลี เกิดใน สัตว์เกิดในฟองไข่ ยังไม่ออกตัว เราอยู่ทุกวันนี้ อ้ายนั่นสำคัญอีก ค่าคบต้นมะม่วง แล้วอยู่ร่วมด้วย อยู่ในฟองไข่ดิ้นไม่ได้ ไม่มีตัวดิ้น เหมือนกัน ยุงไม่ได้เกิดด้วยเหงื่อไคล มนุษย์ราชกุมาร ๕๐๐ เป็นสามี นี่ก็เป็นกำเนิดของสัตว์เหมือนกัน ที่ ถ้าว่าพวกสังเสทชะเกิดด้วยเหงื่อไคล ๕๐๐ ต้องผลัดกันอยู่ร่วม คนละ ๗ เรียกว่า ปาณาติบาต ฆ่าสัตว์เหล่านี้ เหา เล็น เรือด ไร เหล่านี้ ทุกชนิด วันไป ๕๐๐ นี่ก็เต็มที่ไม่มีเวลา ไม่ได้เลย ฆ่าแล้วด้วยเจตนานะ ศีล อาศัยเหงื่อไคลเป็นแดนเกิดละก็ เรียก สร้างปราสาทขึ้นไว้ในสวนมะม่วงนั้น ขาดทีเดียว รู้ว่าสัตว์มีชีวิตเป็นอยู่ ว่าสังเสทชะทั้งนั้น ไม่ให้เป็นของใคร ถ้ามิฉะนั้นราช เมื่อรู้ว่ามีชีวิตเป็นอยู่แล้ว ก็จิตคิด ชลาพุชะ สัตว์อาศัยน้ำบัง กุมารจะเกิดทะเลาะกัน จะเกิดฆ่า จะฆ่าเสีย ถ้าทำความเพียรเพื่อจะ เกิดขึ้น ถ้าไม่มีน้ำเกิดไม่ได้ ต้องมี ฟันทะเลาะบาดหมางกันขึ้น นี่ ฆ่า ฆ่าได้สมเจตนา น้ำจึงบังเกิดขึ้น นั่นเรียกว่า ชลาพุชะ พราหมณ์ตัดสินให้เป็นไปดังนั้น นี่ เป็นอยู่เรียกว่า ปาโณ หรือว่าสัตว์ มนุษย์เป็นอันมากก็เรียกว่า ชลาพุชะ นางอัมพปาลีอาศัยค่าคบมะม่วง ทั้งนั้น แพะ แกะ วัว ควาย ช้าง ม้า เกิดขึ้น นี่ก็เป็นมนุษย์ เกิดเป็น อาศัยเหงื่อไคลบ้าง มนุษย์ก็เกิดด้วย อุปปาติกะ แปลกไหมล่ะ เป็นอุป- เหงื่อไคลได้ มนุษย์นี่แหละที่เรียกว่า ปาติกะ กำเนิดทั้ง ๔ นี้ มนุษย์มี ชลาพุชะ นี่ มีเหงื่อไคลเป็นแดนเกิด ทั้งสิ้น พระเถระ ๒ รูป ลูกนาง ได้เหมือนกัน เหมือนพระปัจเจกโพธิ กุลตีกินรี ไข่ออกมา ออกมาเป็นไข่ แพล็บเดียวก็พร้อมด้วยองค์ ๕ นิด ๕๐๐ อาศัยคัพภมลทินของมารดา พอกะเทาะออกมาเป็นมนุษย์ เป็น เดียวเท่านั้นพร้อมด้วยองค์ ๕ จัด คลอดออกมาคนเดียว อาศัยคัพภ- ชาย ๒ คน เป็นชายด้วยกันทั้ง ๒ เป็นองค์ ๕ การฆ่าสัตว์ ให้รู้จัก สัตว์มีชีวิต มีชีวิตเป็นอยู่เรียกว่า ปาณสญณี จิต คิดจะฆ่าเรียกว่า วธกจิตต์ ถ้าทำ ความเพียรเพื่อจะฆ่าเรียกว่า อุปกโม เตน มรณ์ สัตว์ตายด้วยความเพียร ทีเดียว สัตว์ตายสมเจตนา ยกมือ กั ล ย า ณ ม ต ร
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More