ข้อความต้นฉบับในหน้า
สมบัติต่อ ก็ทรงปฏิสังขรณ์วัดต่อไป
น้าน้อยบอกว่ากุฏิพระที่ฉันเห็นเป็นตึก
รูปทรงแบบโบราณนั้น เป็นกุฏิที่
รัชกาลที่ ๓ โปรดให้สร้างใหม่ เพราะ
ทรงดำริว่ากุฏิขัดแตะถือปูน ไม่คง
ทนและไม่สวยงาม จึงโปรดให้รื้อ
ออกหมดแล้วสร้างใหม่เป็นตึก
"นี่ลักษณ์รู้มั้ย พอสร้าง
กุฏิเรียบร้อย และบูรณะอะไรต่าง ๆ
อีกเล็ก ๆ น้อย ๆ เพิ่มเติมเสร็จ ก็
โปรดให้ฉลองวัดอีกครั้งเมื่อ
1
พ.ศ.
๒๓๗๔ พร้อมวัดราชโอรสเลย”
“แล้วตอนนั้นสร้างพระ
ปรางค์เสร็จแล้วหรือคะ” ฉันอดถาม
ไม่ได้
“ยังจ้ะ เพราะเจตนาจัดงาน
ครั้งนี้เพื่อถวายกุฏิแด่พระสงฆ์ไงล่ะ
ทำนองฉลองกุฏิใหม่นั่นเอง ส่วนการ
เสริมพระปรางค์ให้สูงใหญ่เป็นสง่าแก่
พระมณฑปทิศ ตั้งอยู่บนฐานทักษิณที่ ๒
พระนครตามพระราชดำริของพระ
ราชบิดานั้นยังทรงมีพระราชประสงค์
อยู่นะ และก็โปรดฯให้ขุดรากต่อ
ไปเรื่อย ๆ แต่การสร้างอะไรใหญ่
ไม่ใช่เรื่องง่ายต้องใช้คนจำนวนมาก
และใช้เวลามาก ฉะนั้นการขุดราก
ฐานสร้างพระปรางค์ให้สูงถึง ๑ เส้น
๑๓ วา ๑ ศอก ๑ คืบ นิ้ว
จึงใช้เวลานานหลายปี กว่าจะพร้อม
ถึงวันเชิญพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่
เสด็จมาวางศิลาฤกษ์ก็ล่วงมาถึงปี
๑
๑
๓
สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) เป็น นามของวัดเสียใหม่เป็น วัดอรุณ
แม่กองสร้างกุฏิพระเป็นขัดแตะถือปูน ราชวราราม ดังที่เรารู้จักกันไงจ๊ะ
บูรณะพระอุโบสถน้อย พระวิหารน้อย ต่อมารัชกาลที่ 5 ทรงคิด
ซึ่งอยู่หน้าพระปรางค์ แล้วสร้างเมรุ จะเสริมพระปรางค์ซึ่งของเก่าสูง
ปูนขนาดใหญ่หลังวัด เมื่อสร้างเสร็จ ให้มีขนาดสูงใหญ่ เพื่อเป็นพระ มิน่าเล่า เวลาฉันยืนที่พื้น
จึงโปรดให้มีมหรสพฉลองกันเมื่อ มหาธาตุที่ใหญ่ที่สุดสำหรับพระนคร ล่าง จะดูยอดพระปรางค์ต้องแหงน
พ.ศ. ๒๓๖๓ ในคราวนี้เองที่รัชกาล จึงโปรดให้ขุดราก แต่การก็ต้องค้าง คอตั้งบ่าเสียเมื่อยเลย
๘ วา ๒๓๔๕ แล้วจะ
เบญจ์จ๋า
๒๐ วา แล้ว ๑ วาเท่ากับ 6 เมตร
ที่ ๒ ทรงเปลี่ยนชื่อวัดแจ้งเสียใหม่ เพียงนั้นเพราะเสด็จสวรรคตเสียก่อน เบญจ์ลองคำนวณดูนะจ๊ะ ๑ เส้นมี
เป็นวัดอรุณราชธาราม ต่อมารัชกาล เมื่อ พ.ศ.๒๓๖๗
ที่ ๔ ซึ่งเป็นพระราชโอรสอีกพระองค์ เมื่อพระเจ้าลูกยาเธอกรม ฉะนั้น ๑ เส้น ๑๓ วาจะเป็นกี่เมตร
หนึ่งของพระองค์ ทรงเปลี่ยนสร้อย หมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงสืบราช- แล้วสูงเท่ากับตึกชั้นดีล่ะ เบญจ์ลอง
๔๖ ก ล ย า ณ ม ต ร