ข้อความต้นฉบับในหน้า
จากจะเนื่องด้วยความรู้สึกขอบคุณ ที่
มีอยู่ในใจแล้ว ยังประกอบด้วยความ
ปรารถนาดีที่จะให้ผู้คนในยุคปัจจุบัน
ถือเป็นแบบอย่างในการสร้าง ความดี
อีกด้วย เขากล่าวว่า
“การบริจาคทานของผม คงจะ
เป็นสิ่งบันดาลใจให้เศรษฐีคนอื่นถือเป็น
แบบอย่าง”
หากมองภาพชีวิตของบุรุษผู้นี้ให้
ชัดเจนแล้ว ก็ต้องยอมรับด้วยความ
เต็มใจว่า วอลเตอร์ เอช แอนเนเบิร์ก
เป็นแบบอย่างอันดีงามของมหาเศรษฐี
ผู้ใจบุญในยุคปัจจุบัน ผู้มีชีวิตอยู่เพื่อ
“การให้” อย่างแท้จริง
คนมีปัญญาย่อมขวนขวายสั่ง
สมบุญอยู่เป็นนิจ นอกจากให้ทานด้วย
ตนเองแล้ว ยังชักชวน สนับสนุน และ
มีจิตยินดีในทานของผู้อื่นอีกด้วย ดัง
เช่นชุณห์อำมาตย์ ผู้มีชีวิตอยู่ในสมัย
บ
เปล่าประโยชน์
เป็นที่ไป ส่วนคนมีปัญญา อนุโมทนา
ทาน จึงเป็นผู้มีความสุขในโลกหน้า”
คนพาลไม่รู้ผลของกรรม นอก
จากไม่ยินดีในทานแล้ว บางครั้งยัง
ขัดขวางการสร้างบุญของผู้อื่น เพราะ
กรรมนั้น เขาย่อมประสบทุกข์สิ้นกาล
นาน ดังบุคคลผู้หนึ่งในอดีตกาล ต้อง
หิวจนชาติสุดท้าย เพราะขัดขวางและ
ทำลายบุญของผู้อื่น
ในสมัยของพระกัสสปสัมมา
สัมพุทธเจ้า ภิกษุรูปหนึ่งเป็นที่เคารพ
ของชาวบ้าน และมีคหบดีปวารณาตน
อุปัฏฐากท่านอย่างสม่ำเสมอ
วันหนึ่ง มีพระอรหันต์มาบิณฑ
บาตในหมู่บ้านนั้น คหบดีมีจิตเลื่อมใส
จึงนิมนต์ให้ท่านพักที่วัด ซึ่งตนเป็น
อุปัฏฐาก เขาหมั่นไปเยี่ยมเยียนและ
ฟังธรรมจากท่านเนืองๆ ทั้งยังอุปัฏฐาก
เป็นอย่างดีเสมอกับภิกษุรูปแรก ด้วย
จิตริษยา ภิกษุรูปแรกจึงว่าร้ายพระ
พระบรมศาสดาทรงทราบวาระ
จิตของอำมาตย์ทั้งสอง และดำริว่า
หากพระองค์ทำการอนุโมทนาให้ยิ่ง
ใหญ่สมควรแก่ทาน ชุณหอำมาตย์จะ
มีดวงตาเห็นธรรม แต่ศีรษะของกาฬ
อำมาตย์จะแตกเป็น ๓ เสี่ยง จึงตรัส
อนุโมทนาเพียงสั้นๆ แล้วเสด็จกลับ
คุณแห่งการอนุโมทนาบุญ
ครั้งหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศล
อรหันต์นั้นด้วยเรื่องไม่จริง หวังจะ
ให้คหบดีเสื่อมศรัทธา และเมื่อคหบดี
เมื่อพระราชาทรงทราบเรื่อง จึง
พุทธกาล
พระวิหาร
และพระนางมัลลิกา ได้ถวายทานครั้ง เนรเทศกาฬอำมาตย์ออกจากแว่นแคว้น
ยิ่งใหญ่แด่ภิกษุสงฆ์ ซึ่งมีพระพุทธเจ้า
เป็นประมุข ด้วยทรัพย์ประมาณ ๑๕๐
ล้าน ทานนั้นบริบูรณ์ด้วยสิ่งของอัน
ประณีตและมีค่าหาประมาณมิได้ ได้
ชื่อว่า “อสทิสทาน” เพราะไม่มีใครทำ
ได้เสมอเหมือน และอสทิสทานนี้จะ
บังเกิดขึ้นแด่ พระพุทธเจ้าแต่ละพระ
องค์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
แล้วมอบราชสมบัติให้ชุณห์อำมาตย์
ครองเป็นเวลา ๗ วัน ชุณห์อำมาตย์
ฟังธรรมแล้ว บรรลุธรรมเป็นโสดาบัน
บุคคล และได้ถวายมหาทานอย่างนั้น
ตลอด ๗ วันเหมือนกัน
เพราะมีจิตอนุโมทนาทาน ชุณห
อำมาตย์จึงประสบสุขอันเลิศ มีดวงตา
เห็นธรรมในปัจจุบันนั้นเอง ส่วนกาฬ-
ขณะนั้น ชุณห์อำมาตย์ผู้เป็น อำมาตย์ผู้ลบหลู่ในทาน กลับได้รับผล
บัณฑิตเห็นการถวายทานของพระราชา ตรงกันข้าม เพราะเหตุนี้พระบรม
แล้วมีใจชื่นชมยินดีจึงตั้งจิตอนุโมทนา ศาสดาจึงตรัสว่า
ส่วนกาฬอำมาตย์กลับนึกตำหนิพระ
“พวกคนเขลาไม่สรรเสริญทาน
ราชาว่า ทำให้ทรัพย์สิ้นเปลืองไปโดย ไม่ยินดีในทานของผู้อื่น ย่อมมีทุคติ
ฝากข้าวปายาสอันประณีตไปถวายพระ
อรหันตเถระ ท่านก็ทำลายทิ้งเสียใน
ระหว่างทาง
ด้วยผลแห่งกรรมนั้น ทำให้
ภิกษุรูปนั้น ต้องหมกไหม้อยู่ในนรก
เป็นเวลานาน จุติจากนรกแล้ว ก็เวียน
ว่ายตายเกิด เผชิญทุกข์แสนสาหัส
ตลอดมา
ล่วงมาถึงพุทธกาลนี้ ท่านได้
อุปสมบทในพระพุทธศาสนา และด้วย
ความเพียรในการปฏิบัติธรรมอย่าง
จริงจัง ท่านจึงได้บรรลุธรรมเป็นพระ
อรหันต์ แม้กระนั้นตลอดชีวิตท่านก็มี
เคยได้ฉันภัตตาหารพอให้อิ่มท้องเลย
สักมื้อเดียว จนกระทั่งวันสุดท้าย ได้
กัลยาณมิตร กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ ๒๓