ข้อความต้นฉบับในหน้า
ข้อสงสัยแรกสุดคือค่าบรรยายที่ทางวัดท่าไว้นั้น “รู้
มาจากไหน” เพราะในรูปวาดของเดิม ช่างมิได้เขียนอะไร
บอกไว้แม้แต่น้อย ทำไมตรงช่องนี้จึงบอกว่าเป็นพระราช
ประวัติตอนโสกันต์ ตรงนี้ตอนเสด็จไปหว้ากอ ตรงนี้เปิด
คลองภาษีเจริญ ตรงนี้ปราบจระเข้
ต่อไปสงสัยว่า รูปในพระที่นั่งนี้ ใครเป็นคนวาด
และวาดเมื่อไร สองข้อนี้ หนังสือทั้งสามเล่มมิได้กล่าวถึง
ระหว่างไปดูภาพ นักวิชาการจากศูนย์ข้อมูลเมืองโบราณ
ซึ่งคุ้นเคยกันดีกับผู้เขียนคือ คุณศรัณย์ ทองปาน บอกว่า
เคยได้ยินอาจารย์จุลทัศน์ พยานรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญศิลปะ
ไทยบอกว่า หม่อมเจ้าจันทร์ ทรงเป็นผู้วาดดังมีสัญลักษณ์
รูปพระจันทร์กับม้า แฝงอยู่บนจิตรกรรมช่องหนึ่ง ขณะ
เดียวกัน ศรัณย์ก็ไปเอากล่องกระดาษชำระออกใหม่กล่อง
หนึ่งมาให้ดู กล่องกระดาษนั้น นำภาพเรือกลไฟจากพระ
ที่นั่งทรงผนวชไปตีพิมพ์ มีคำบรรยายว่า หม่อมเจ้าจันทร์
ทรงวาดเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๒
ผู้เขียนลองไปหาหนังสือราชสกุลวงศ์ เฉลิมพระยศ
เจ้านาย ผลงาน 5 ศตวรรษของช่างไทย (โดยโชติ กัลยา
ณมิตร) มาอ่านดูก็ไม่พบเล่มใดพูดตรงๆ ว่าหม่อมเจ้าจันทร์
ทรงวาดรูปในพระที่นั่งทรงผนวช ลองอ่านหนังสือประวัติ
วัดกับหนังสือจดหมายเหตุของวัด (เล่มหลัง เพิ่งรวมพิมพ์
หนามาก) ก็ไม่เห็นกล่าวถึง
หนังสือราชสกุลวงศ์กล่าวว่าหม่อมเจ้าชายจันทร์ หรือ
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจันทรสุเทพ เป็นหลาน ร.๑
เป็นลูกของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นศรีสุเทพ (กรม
หมื่นศรีสุเทพเป็นลูก ร.9 และเป็นต้นสกุล ดารากร
กํากับกรมช่างสิบหมู่)
ย
เคย
หม่อมเจ้าจันทร์ประสูติเมื่อวันศุกร์ที่ ๓๑ พฤษภาคม
พ.ศ.๒๓๙๗ สิ้นพระชนม์เมื่อวันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.
๒๕๕๔ ต้นสมัย ร.5 พระชันษา ๖๗ ปี รับราชการในกรมช่าง
มหาดเล็ก พระประวัติมีเพียงแค่นี้
หนังสือเฉลิมพระยศเจ้านายกับหนังสือจดหมายเหตุ
เรื่องทรงตั้งพระบรมวงศานุวงศ์กรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งลงพิมพ์
พระประวัติหม่อมเจ้าจันทร์ด้วยเนื้อความ และสํานวน
เดียวกันบอกว่าทรงเป็นหลาน ร.๑ ได้รับราชการฉลองพระ
เดชพระคุณในการช่างมามากกว่า
๐ ปี
ราชการประจำได้แก่ทำในห้องช่างเขียนในพระบรม
มหาราชวังเป็นนิจ ราชการจรคือทำหน้าบันพระที่นั่งจักรี
มหาปราสาท ซ่อมพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน หอพระ ซุ้ม
พระแกลพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
“จนถึงท่าพระที่นั่งทรงผนวชที่วัดเบญจมบพิตรฯอยู่
ในบัดนี้” (คำประกาศเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๓) ประโยคสุดท้ายที่
คัดลอกมา อาจเป็นเหตุให้มีผู้นำไปตีความว่าหม่อมเจ้าจันทร์
คือผู้วาดรูปในพระที่นั่งทรงผนวช ซึ่งมีโอกาสทั้งที่เป็นไปได้
และเป็นไปไม่ได้
สรุปว่ายังเป็นคำพูดกำกวม คำว่า “ทำพระที่นั่งทรง
ผนวช” ไม่รู้ว่ากำกับการรื้อพระที่นั่งมาสร้างใหม่ หรือรวม
ไปถึงวาดรูปข้างในด้วย
ส่วนปีที่วาด เห็นว่าพอจะชำระได้ว่าควรอยู่ในช่วง
พ.ศ.๒๕๔๒-๒๕๕๓ เพราะในหนังสือ ประวัติวัดเบญจมมิตร-
ดุสิตวนาราม ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๕๐๕ มีประกาศที่
น่าสนใจฉบับหนึ่งเป็นประกาศของ ร.๕ ว่าด้วยเรื่องถวายที่
วัด และถวายเสนาสนะ (ที่อยู่ของพระ) (ดูหน้า ๕๐-๔๒)
ลงวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๓ ตอนหนึ่งทรงกล่าวไว้ว่า
5
ก
“กับทั้งเสนาสนะที่สร้างขึ้นคือ พระที่นั่งทรงผนวช
หมู่หนึ่ง ๔ หลัง ผนังก่ออิฐถือปูนทั้ง ๔ หลัง หลังหน้าเป็น
ตรีมุข ๕ ห้อง เรียงมาอีก ๒ หลัง ๆ ละ ๓ ห้อง ต่อมาอีกหลัง
๕ ห้อง มีมุขลดด้านสกัดข้างละ ๒ ห้อง เป็นเครื่องช่อฟ้า
ใบระกาประดับกระจก เพดาน บานประตู บานหน้าต่าง
เขียนลายรดน้ำ หลังตรีมุขมีซุ้มหน้าต่างปิดทองประดับ
ผนังข้างในเขียนเรื่องเป็นพระราชพงศาวดาร
แผ่นดินปัตยุบันนี้ ตลอดจนเวลาข้าพเจ้าอุปสมบทนั้น กลาง
ซาลามีศาลาโถงเป็นหอฉันและเป็นที่นั่งรับอาคันตุกะผู้ไปมา
เครื่องช่อฟ้าใบระกา 6 หลัง พระที่นั่งทรงผนวชหมู่นี้เป็น
ของข้าพเจ้าบริจาคทรัพย์สร้างขึ้นทั้งสิ้น”
สรุปว่าภาพวาดในพระที่นั่งทรงผนวชเป็นเรื่องพระ
กระจก
ราชประวัติของกษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน คือหมายถึง ร.๕
วาดไล่มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ จนถึงตอนทรงผนวชพระ
พ.ศ.๒๔๑๖ จากค่าประกาศดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ขณะ
นั้นการวาดคงจะดำเนินไปเรียบร้อยแล้ว ในเมื่อวัดเบญจม
บพิตรฯ เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๒ และบางส่วน เช่นพระที่
นั่งทรงผนวช ได้เสร็จลงใน พ.ศ. ๒๕๔๓ จิตรกรก็คงวาด
กัลยาณมิตร กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ๙๙