ข้อความต้นฉบับในหน้า
ของดอกบัวที่เกิดขึ้นต่อหน้าก็ได้คิด บังเกิดความ
สลดใจว่า
ธรรมกายเบื้องต้นนี้เท่านั้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบถึงวาระจิต
ของพระภิกษุรูปนั้นแล้ว ทรงเปล่งรัศมีมาจาก
พระคันธกุฎี และตรัสเตือนสติเป็นพระคาถาว่า
“เธอจงตัดความสิเนหาของตนเสียให้ขาด
เหมือนเด็ดดอกบัวในฤดูสารทฉะนั้น เธอจง
พอกพูนทางแห่งความสงบ พระสุคตทรงแสดงพระ
นิพพานแล้ว”
เมื่อจบพระคาถาแล้วพระภิกษุรูปนั้นสามารถ
ประคองใจให้หยุดนิ่ง บรรลุธรรมกายที่ประณีตยิ่ง
ขึ้นไปตามลำดับ ตั้งแต่ธรรมกายพระโสดา ธรรม
กายพระสกิทาคามี ธรรมกายพระอนาคามี จน
กระทั่งถึงธรรมกายพระอรหัต หมดกิเลสโดยสิ้นเชิง
เป็นพระอรหันต์อยู่ตรงนั้นเอง ท่านจึงเปล่งอุทาน
ด้วยความดีใจ เป็นคาถาว่า
“เราอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีความปรารถนา
บริสุทธิ์แล้ว สิ้นอาสวะแล้ว ครองกายนี้ไว้ครั้ง
สุดท้าย มีศีลบริสุทธิ์ มีอินทรีย์ตั้งมั่นดีแล้ว ดัง
ดวงจันทร์พ้นจากปากราหู ฉะนั้น”
ครั้นเปล่งอุทานแล้ว จึงเข้าไปกราบถวาย
บังคมพระบรมศาสดาด้วยความสำนึกในพระมหา
“ดอกบัวนี้ เมื่อสักครู่ดูงามหนักหนา เพียง
ชั่วประเดี๋ยวเดียวสีสันก็แปรปรวนไป กลีบก็ร่วง กรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น
เกสรก็หล่น เหลือแต่เพียงฝักแกนในเท่านั้น ดอก ขณะนั้น พระสารีบุตรเข้ามาเฝ้าพระผู้มี
บัวแท้ๆ ยังเปลี่ยนแปลงเหี่ยวแห้งไปถึงปานนี้ พระภาคเจ้าพอดี และได้พาพระภิกษุผู้เป็นศิษย์
ร่างกายของเราก็คงปานกัน สังขารทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งบัดนี้ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วกลับไปยังสำนัก
ไม่เที่ยงหนอ ต้องแก่ เจ็บ ตาย เป็นแน่แท้” ของท่าน
เมื่อคิดเปรียบเทียบความร่วงโรยของดอกบัว
เย็นวันนั้น พระภิกษุทั้งหลายได้ประชุมกัน
กับสังขารของตนได้แล้ว ใจก็เริ่มสงบ หายฟุ้งซ่าน ในธรรมสภาแสดงความชื่นชมยินดีว่า
จิตหยุดนิ่ง เกิดปฐมมรรคเป็นดวงสว่างอยู่ภายใน “วันนี้ได้บังเกิดพระอรหันต์ขึ้นมาอีกรูปหนึ่ง
เมื่อเอาใจสอดนิ่งเข้ากลางดวงสว่างนั้น ก็เห็นกาย แล้ว ทั้งนี้เป็นเพราะญาณทัสนะ ทรงหยั่งรู้
ในกาย ตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กาย อัธยาศัยสัตว์โลกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยแท้
รูปพรหม กายอรูปพรหม จนในที่สุดก็เข้าถึง ส่วนพระสารีบุตรไม่มีอาสยานุสยญาณ จึงไม่ทราบ
ธรรมกายโคตรภู และปลาบปลื้มชื่นชมอยู่แต่เพียง อัธยาศัยของศิษย์ดังเช่นพระองค์”
กัลยาณมิตร กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ ๕๒