ความรักและการสละ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2537 ฉบับที่ 2 หน้า 137
หน้าที่ 137 / 156

สรุปเนื้อหา

ยังไม่ทันที่บุรุษวิกลจะควักพระ เนตร พระนางกาญจนมาลา อัครชายา ของเจ้าชาย ก็ผวาเข้าสวมกอดพระบาท ของพระสวามี สะอื้นไห้ น้ำพระเนตร หลั่งไหลอาบพระพักตร์ อิ่มว่าจะขาด หทัยลง แลรำพันว่า “พระองค์ผู้ประเสริฐ! ดวงเนตร ของพระองค์นั้น ประหนึ่งดวงใจของ หม่อมฉัน เมื่อพระเนตรถูกทำลาย ดวง ใจของหม่อมฉันก็น่าจะต้องแตกทำลาย ลงไปด้วย อย่ายอมเลย อย่ายอมให้เขา ควักพระเนตร เราสองระหกระเหินไป อยู่ในป่าเขาสาเนาไพร คลุกคลีด้วยสัตว์ จตุบททวิบาทอันไร้เล่ห์มารยา ก็จะหา ความสุขได้ ไฉนจึงทรงทนให้บุรุษรูป กาลเวลา พระพุทธองค์ผู้ประเสริฐจึงตรัส แห่งสิ่งทั้งปวง ความไม่อยู่ในอำนาจของ วิกล ผู้นี้ทำลายพระเนตรของพระองค์ ว่า “กาลเวลาย่อมกินสรรพสัตว์กับทั้งตัว เราแห่งสิ่งทั้งปวง ความทนอยู่ไม่ได้ เสีย เมื่อปราศจากดวงเนตรอันไร้ราคีขอ

หัวข้อประเด็น

- ความรักและการสละ

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ยังไม่ทันที่บุรุษวิกลจะควักพระ เนตร พระนางกาญจนมาลา อัครชายา ของเจ้าชาย ก็ผวาเข้าสวมกอดพระบาท ของพระสวามี สะอื้นไห้ น้ำพระเนตร หลั่งไหลอาบพระพักตร์ อิ่มว่าจะขาด หทัยลง แลรำพันว่า “พระองค์ผู้ประเสริฐ! ดวงเนตร ของพระองค์นั้น ประหนึ่งดวงใจของ หม่อมฉัน เมื่อพระเนตรถูกทำลาย ดวง ใจของหม่อมฉันก็น่าจะต้องแตกทำลาย ลงไปด้วย อย่ายอมเลย อย่ายอมให้เขา ควักพระเนตร เราสองระหกระเหินไป อยู่ในป่าเขาสาเนาไพร คลุกคลีด้วยสัตว์ จตุบททวิบาทอันไร้เล่ห์มารยา ก็จะหา ความสุขได้ ไฉนจึงทรงทนให้บุรุษรูป กาลเวลา พระพุทธองค์ผู้ประเสริฐจึงตรัส แห่งสิ่งทั้งปวง ความไม่อยู่ในอำนาจของ วิกล ผู้นี้ทำลายพระเนตรของพระองค์ ว่า “กาลเวลาย่อมกินสรรพสัตว์กับทั้งตัว เราแห่งสิ่งทั้งปวง ความทนอยู่ไม่ได้ เสีย เมื่อปราศจากดวงเนตรอันไร้ราคีของ ของมันเอง” (กาโล ฆสติ ภูตานิ สพ ตลอดไปแห่งสิ่งทั้งปวง เพราะฉะนั้น “ภาดาเอย เมื่อปราศจากน้ำแล้ว พาเนวสหตุตนา) คือ อายุของสัตว์ทั้ง บัณฑิตจึงพอใจเห็นสมณะ พอใจต่อ ความสุขใดฤาจักมีแก่ปลา เมื่อปราศจาก หลายย่อมสิ้นไป เสื่อมไปพร้อมกับกาล การมาของสมณะ พอใจต้อนรับสมณะ ป่าความสุขใดเล่าจักมีแก่หมู่มฤค เมื่อ เวลาที่ล่วงไป เหมือนกระแสน้ำไหลย่อม ท่านเป็นผู้ส่องประทีปในที่มืดให้คนมี ไร้พฤกษ์ความสุขใดเล่าจักมีแก่พวกปักษี พัดพาเอาสรรพสิ่งที่ลอยอยู่ในกระแส จักษุได้มองเห็นรูป น้ำนั้นให้ไหลเลื่อนตามไปด้วย ในที่สุด “พระสัทธรรมนั้นมีลักษณะให้ พระองค์แล้ว ความสุขอันใดจักพึงมีแก่ ก็ไปสู่ปากน้ำและลงสู่มหาสมุทร บุคคลกล้าเผชิญหรือสู้หน้าต่อความจริง หม่อมฉัน ความปราโมชที่เคยมีก็ดับสิ้น สัตว์ที่เกิดมาแล้วทุกตัวตน ถูก ไม่ส่งเสริมให้หลอกลวงตนเองโดยการ เสมือนเปลวเทียนดับลงเพราะสิ้นไส้ มี ความแก่และความเจ็บพัดพาไปสู่ปาก พยายามเลี่ยงหนีความจริง สิ่งใดเป็น อาจจุดคืนได้อีกต่อไป สิ่งปรากฏ ณ แห่งมัจจุราช แล้วลงสู่ทะเลคือความ ทุกข์ ไม่เที่ยงเป็นอนัตตา พระสัทธรรม เบื้องหน้าคือ ความมืดมน พ้นวิสัยที่ ตายอันไม่รู้จักอิ่มต่อชีวิตของสัตว์เหมือน ก็ชี้แจง ถึงสิ่งนั้นโดยความเป็นจริง” หม่อมฉันจะทนได้” แล้วสะอื้นไห้รำพัน ทะเลไม่รู้จักอิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่รู้จักอิ่ม “จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ อยู่แทบพระยุคลบาท ด้วยเชื้อ แผ่นดินไม่รู้จักอิ่มด้วยการรอง และมนะ เป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ถาวร มีอัน รับนานาสังขารลักษณะ เจ้าชายผู้มีน้ำพระทัยเด็ดเดี่ยว ต้องเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดาบัดนี้ถึงเวลา รู้สึกสงสารพระชายาปานว่าจะสลบแน่ นิ่งลงตรงนั้น แต่ทรงกลั้นความสงสาร อา! สมณะผู้มีศีล ผู้เพ่งประโยชน์ แล้วที่สิ่งนั้น คือจักษุจะต้องเสื่อมไป แก่เรา เป็นกัลยาณมิตรที่น่าบูชาเสียนี่ “มาเถิด ท่านผู้ทำหน้าที่ จงมา ไว้ภายในทรวง ตามวิสัยแห่งบุรุษชาติ กระไร เพราะท่านได้ชี้ทางที่ชอบและสอน ควักนัยน์ตาของเราแล้วใส่ลงในมือเรา อาชาไนย แล้วตรัสว่า ให้เรารู้พระสัทธรรมเกี่ยวกับความไม่เที่ยง เราพร้อมแล้ว” อ่านต่อฉบับหน้า กัลยาณมิตร กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ ๑๐๙
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More