ข้อความต้นฉบับในหน้า
ฆ่าสัตว์ผู้ที่ยังหลงมัวเมา ไม่อิ่มในรัก
ในทรัพย์สมบัติ ในบุตรในสัตว์เลี้ยง
ในสิ่งที่ชอบใจทั้งปวง หลงระเริงอยู่
ขารทั้งหลายทั้งปวง ส่วนความจริง
ที่แท้และมั่นคงตลอดไป มีเพียง
พระนิพพานเท่านั้น หากผู้ใดเข้าถึง
จนลืมว่าชีวิตนี้จะต้องดับสูญไปสัก พระนิพพาน ก็จะไม่ต้องพานพบกับ
วันหนึ่ง มฤตยูได้คร่าเอาไปหมด
เหมือนห้วงน้ำใหญ่ที่ไหลพัดพาเอา
การเกิดดับเช่นนี้อีกเลย”
ขณะนั้น พระบรมศาสดา
หมู่บ้านใหญ่ที่ทุกชีวิตกำลังหลับใหล ประทับนั่งอยู่ในพระคันธกุฎี ทรง
อยู่ โดยไม่ยอมยกเว้นใครไว้เลยแม้ ทราบวาระจิตของพระกีสาโคตมีเถรี
แต่คนเดียว พาทุกชีวิตลงสู่ทะเล ด้วยพระญาณ จึงทรงแผ่พระรัศมี
ฉันใด มฤตยูก็ฉันนั้น ย่อมคร่ำเอา ไปปรากฏตรงหน้าพระเถรี ประดุจ
สัตว์ที่มัวเมาอยู่ในอารมณ์ต่างๆ พระองค์กำลังประทับนั่งอยู่ตรงหน้า
ฉะนั้น พลางตรัสกับพระกีสาโคตมี
เหมือนคนหลับลืมตัวไปทั้งหมด
ฉะนั้น”
เมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้ว
เถรีว่า
“อย่างนั้นแหละโคตมีหมู่สัตว์
นางกีสาโคตมีก็สำเร็จโสดาปัตติผล ทั้งหลายย่อมเกิดและดับเหมือน
ทั้งๆ ที่กำลังยืนอยู่นั่นเอง ตั้งแต่นั้น เปลวประทีปตลอดเวลา ที่ยังเวียน
นางก็มีจิตคิดจะบรรพชา จึงได้ทูล ว่ายในสังสารวัฏ หากแต่สามารถเข้า
ขอบรรพชาอุปสมบทจากพระบรม
วัฏ อันเป็นกองทุกข์อยู่ร่ำไป หน่า
ซ้ำยังหลงว่าตนกำลังอยู่ในความสุข
เหมือนคนตาบอดอยู่ตลอดเวลา ๑๐๐
ปีนั้น หากเมื่อใดเขาได้รู้ความจริง
จากสิ่งที่เห็นผิดตลอดมา แล้วกลับ
มามองสิ่งที่ตรงข้าม เมื่อนั้นแหละ
ชีวิตของเขาแม้เพียงวันเดียว ก็มีค่า
กว่า ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา ฉะนั้นบัณฑิต
จึงสรรเสริญผู้ที่ฉลาดในการดำเนิน
ชีวิตว่า สามารถประคับประคอง
ตนเองให้พ้นทุกข์ได้
ครั้นจบพระธรรมเทศนานี้
แล้ว พระกีสาโคตมีเถรีก็ได้บรรลุ
เป็นพระอรหันต์ มีความชำนาญใน
ฤทธิ์ ระลึกชาติได้ รู้วาระจิตของผู้
อื่น มีหูทิพย์ ตาทิพย์ หมดสิ้นแล้ว
ซึ่งอาสวกิเลสทั้งปวง และได้ปฏิบัติ
ถึงฝั่งพระนิพพานได้แล้วนั่นแหละ
ภารกิจ ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา
อยู่จนตลอดชีวิตของท่าน นับเป็น
ความปรารถนา มีชื่อว่า “กีสาโคตมี ว่า
ประวัติชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรม
“การมีชีวิตอยู่แม้เพียงวัน
อันมีคติข้อคิดสอนใจเรา ในการนำ
ธรรมอยู่ในสำนักของภิกษุณีตั้งแต่ เดียวของผู้เห็นพระนิพพาน ย่อม
มาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต
นั้นมา
ให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องดีงาม
ได้อีกองค์หนึ่ง
ศาสดา เมื่อพระองค์ทรงอนุญาต สิ่งเหล่านี้ก็จะไม่บังเกิดขึ้น” แล้วทรง
นางก็ได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีตาม ประทานพระธรรมเทศนาแก่พระเถรี สาวิกาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มี
เถรี” ประพฤติพรหมจรรย์ บำเพ็ญ
วันหนึ่ง เมื่อถึงวาระที่ท่าน
ต้องไปทำความสะอาดในพระอุโบสถ
ในวันทำอุโบสถ ท่านปัดกวาดปูลาด
อาสนะ ตั้งน้ำใช้น้ำฉัน และตาม
ประทีป ขณะนั้นท่านได้เห็นเปลว
ประทีปลุกโพลงขึ้นและหรี่ลง จึงถือ
เป็นอารมณ์ว่า “หมู่สัตว์ทั้งหลายก็
เป็นเช่นนี้เหมือนกัน คือเกิดขึ้นและ
ดับไปดุจดังเปลวประทีปนี้ ไม่มั่น
คงถาวรจึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นในสัง
ประเสริฐกว่าการมีชีวิตอยู่ ๑๐๐
ของผู้ไม่เห็นพระนิพพาน”
หมายความว่า ผู้ที่ไม่มีปัญญา
ก็ไม่สามารถเข้าถึงธรรมได้ และจะ
ไม่มีวันรู้เลยว่า เรื่องการเวียนว่าย
ตายเกิดนั้นเป็นทุกข์ มองไม่เห็น
แหล่งกำเนิดแห่งทุกข์ รวมถึงวิธีการ
ที่จะทำให้พ้นทุกข์ คือการเข้าพระ
นิพพานได้ คนเช่นนี้แม้มีอายุยืน
ยาวถึง ๑๐๐ ปี ก็ไม่มีประโยชน์
เพราะชีวิตยังคงเวียนว่ายอยู่ในสังสาร
หนังสืออ้างอิง
b
๑. พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททก
นิกาย คาถาธรรมบท เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๒ ตอนที่
.
๒. พระสูตรและบรรดาถาแปล อังคุต
ตรนิกาย เอกนิบาต ทุกนิบาต เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๒
๓. พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททก
นิกาย อปทาน เล่มที่ 4
๔. พุทธสาวิกาของพระธรรมโกศาจารย์
กัลยาณมิตร กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ ๑๐๕