ข้อความต้นฉบับในหน้า
- ข้อมือขึ้นดูนาฬิกาซ้ำแล้วซ้ำอีก เสร็จคงอีกนาน...อยากฆ่าเวลาด้วย
“คุณโยมดูกระวนกระวายใจ การระบายความกลุ้มออกมาไหม..
มาก...คงนัดใครให้มารับที่เชียงใหม่ อาตมายินดีจะรับฟัง”
กระมัง” พระภิกษุวัยกลางคนซึ่ง
นั่งอยู่บนขอนไม้ ใกล้กับจุดที่ผม
ยืนอยู่ถามขึ้น
“ผมเพิ่งกลับจากอเมริกาได้
“ไม่ได้นัดใครหรอกครับ...แต่ สิบวัน...” ผมเริ่มช้าๆ หลังจากเงียบ
ผมเบื่อที่รถมาเสียเวลานาน ๆ ทาง
ไปอึดใจ เพราะลังเลว่าควรจะเล่าดี
บริษัทน่าจะมีรถสำรองไว้คอยถ่าย
หรือไม่ “ผมไปเรียนปริญญาโทด้วย
ทุนของพ่อแม่ที่รัฐหลุยส์เซียน่า... วัน
แรกที่เข้าเรียนมีอาจารย์ท่านหนึ่ง
เข้ามาถามว่า ผมมาจากประเทศไทย
ใช่ไหม.. ผมตอบว่าใช่ ท่านก็เลยพูด
ภาษาไทยกับผม..ท่านเป็นด็อกเตอร์
ออกมา
เป็นอาจารย์ประจําของมหาวิทยาลัย
ผู้โดยสารสักคันกรณีรถเสียอย่างนี้
ถ้าเขาแก้ไขไม่เสร็จเรามีต้องนั่งรอ
อยู่กลางป่ากันทั้งคืนหรือครับ”
ผมตอบคำถามแล้วบ่นต่ออีก
ยืดยาว ระบายความอึดอัดขัดใจ
..
“เท่าที่อาตมาทราบ.. มีรถ “ผมเคยไปทำงานที่ภาคเหนือของ
ประจำทางวิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารเส้นทาง ไทยประมาณสองปี” ท่านบอกเพื่อ
นี้เพียงสองคันเท่านั้น...ไปคันหนึ่ง ให้ผมหายสงสัยว่าทำไมท่านจึงพูด
กลับดันหนึ่ง สลับกันอยู่อย่างนี้ ถ้า ไทยได้... “ทุกวันนี้ผมก็ยังหัดพูด
รถเสียก็ต้องซ่อมจนเสร็จ ซึ่งปกติ เขียนภาษาไทย.. จากหนังสือที่ผม
แล้วรถของเขาก็ไม่เสียบ่อยนัก..ถิ่น ได้มา”
นี้วันๆ คนเดินทางไม่มาก คงไม่คุ้ม
หากต้องวิ่งรถวันละหลาย ๆ เที่ยว..
การมีรถไว้คอยสำรองก็เช่นเดียวกัน
คงไม่คุ้มกับการลงทุนของเขา.. คุณ
โยมมาเที่ยว หรือว่ามีธุระอะไรที่
อำเภอนี้”
“ครับ ผมมีธุระส่วนตัวนิด
หน่อย..เฮ้อ..” ผมเผลอถอนหายใจ
ออกมา “ขอประทานโทษครับ” ผม
รีบกล่าวคำขอโทษ ที่แสดงกิริยาไม่
สุภาพต่อท่าน
ผมรู้สึกสะดุดหูกับน้ำเสียงที่
แปลกไป เมื่อท่านพูดประโยคที่ว่า
จากหนังสือที่ผมได้มา.. และโดย
บังเอิญเมื่อผมมองหน้าท่าน.. ผม
แน่ใจว่า นัยน์ตาทั้งคู่นั้นแดงขึ้น
เหมือนคนกำลังจะร้องไห้.. ผมรีบ
หันหน้าหนีทันที แล้วท่านก็เปลี่ยน
เรื่องเป็นแนะนำวิธีเรียนที่ดีที่ได้ผล
สำหรับนักศึกษาต่างชาติ มีอะไรจะ
ให้ช่วยมาพบผมได้ทุกเวลา” ท่าน
บอกในตอนท้าย
กัลยาณมิตร กุมภาพันธ์ ๒๕๓๓