ข้อความต้นฉบับในหน้า
สมัยของคุณแม่เท่าที่ท่านได้รู้ได้เห็นพอท ได้
ก็เห็นใช้ ๒ เล่ม กล่าวคือ ใช้จุดเมื่อเด็กเกิด วิยะ อะโหลีกัมมัง
ใหม่หนึ่งเล่ม เมื่อจุดแล้วสักพักหนึ่งก็น่า ไป
“อิทัง มะตะกะสะรีรัง อาสัณจิโตทะกัง
ท่านแปลว่า “ร่างกายที่ตายแล้วนี้ล่อน
ไหว้พระพุทธรูปในบ้านต่อไปเลยจนหมดเล่ม เป็นอโหลกรรม ในนี่โทน เหมือนน้ำที่รดแล้ว
บางบ้านจุดแล้วลักฟักก็ดับ แล้วเก็บไว้ใช้จุด ฉะนั้น”
รูปต่อเทียนที่จะบูชาพระในคราวต่อไปจนหมด
เล่ม ส่วนอีกเล่มหนึ่งเขียนชื่อและวันเดือนปีเกิด อุทะกัง วิยะ สัญจิตัง อะโหลีกัมมัง
หอเก็บไว้ จะนำมาใช้ต่อเมื่อคายนั่นเองและใช้
บางท่านก็ใช้ “อีทั้ง มะตะกะสะรีรัง
แปลว่า “ขอร่างนี้ลงให้อโหสกรรมเหมือน
จนหมดเล่ม แต่สมัยหลังๆ เมื่อเรามีไฟฟ้าใช้
น้ำที่ข้าพเจ้าได้รดแล้วนี้ถิด”
แล้ว ก็ดูจะไม่มีใครจุดเทียนเมื่อเกิด นอกจาก
พระยาอนุมานราชธน (๒๕®อ:๓๑) แนะ
ชนบทที่ยังเชื่อถือเรื่องไฟแห่งชีวิตกันอยู่เท่านั้น ให้ใช้ค่า ภาวนาว่า
ยิ่งสมัยนี้เด็กเกิดที่โรงพยาบาล สถานีอนามัย “อีทั้งมะตะกะสะรีรัง อุทะกัง วิยะอะโหลี
หรือผีนางผดุงครรภ์ไปท่าคลอดที่บ้าน แทนที่ ภัมมัง”
จะท่าคลอดกันเองเหมือนสมัยก่อน จึงไม่มี การรดน้าศพ สาหรับผู้ที่มาเป็นแขกก็
การจุดเทียนเมื่อเกิด แม้แต่ตายก็ไม่ค่อยจุด เพียงแต่นำน้ำอบรดที่มือศพเท่านั้น และกล่าว
เทียนกันแล้ว เพียงแต่จุดตะเกียงหรือจุดธูป ค่า ขอขมาศพดังกล่าวแล้วข้างต้นเช่นกัน ปัจ
ดอกใหญ่แทนไฟตะเกียงอย่างที่เรียกว่า “ตาม
ไฟหน้าศพ” เท่านั้น
จุบันก็ยังใช้ค่า ภาวนาเหล่านี้อยู่
ถ้าผู้ตายมีตำาแหน่งหน้าที่ผิดกับผู้อื่นด้วย
ฐานะและสถานภาพต่างๆ การรดน้ำก็กลาย
เป็นพิธีไปตามเหตุเช่น ผู้ตายไม่มีหน้าที่เกี่ยว
ข้องกับผู้ใด ก็จะมีกิจที่ท่ากันเฉพาะในวงศา
คณาญาติเท่านั้น แต่ถ้าผู้ตายเป็นรัฐมนตรีหรือ
เมื่อแน่ใจว่าผู้ป่วยคายแล้ว ถ้าผู้ตาย
ตายอย่างธรรมดา (มิใช่ตายโหง) ก็จะมีการบอก
กล่าวกัน โดยลูกหลานจัดส่งธูปเทียนอย่างละ
หนึ่งกับดอกไม้หนึ่งกระทงเรียกว่า “ธูปเทียนลา
ตาย” ไปบอกกล่าวแก่ญาติผู้ใหญ่และผู้ที่เคารพ เป็นข้าราชการ ก็จะต้องแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่
พร้อมทั้งบอกกำหนดเวลาที่จะรดน้ำศพ หน่วยงานนั้นๆ นอกจากนี้ถ้าผู้ตายได้รับพระ
(ในรายที่เป็นข้าราชการต้องกราบถวายบังคมลา ราชทานน้ำอาบศพก็ต้องมีพิธีการ จะเห็นตัว
นับถือ
ตายไปยังสำนักพระราชวัง) และแจ้งให้ญาติพี่
น้องมาช่วยกันอาบน้ำศพ เป็นการแสดงความ
กตัญญู และขอขมาผู้ตาย
ในการกล่าวขอขมาศพ มีค่า ภาวนาที่
ใช้ได้หลายค่า ดังนี้
“กายะกัมมั่ง วะจีกัมนัง มะโนกัมมัง
อะโหลีกัมมัง โหนตุ”
แปลว่า “ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินต่อท่าน
ด้วยกายก็ดี วาจากิดี ใจก็ดี ขอท่านอโหลให้
แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด”
อย่างได้จากนวนิยายเรื่อง “ผู้ดี” ที่กล่าวถึง
พระยาอมรรัตน์ได้รับพระราชทานน้ำอาบศพ
ดังนี้
“พระบรมวงศ์พระองค์หนึ่ง ทรงท่าการ
อาบน้ำศพ...บ่ายพระพักตร์สู่พระบรมมหาราชวัง
ถวายบังคม ๓ ครั้ง แล้วก็หลั่งน้ำพระราชทาน
จากคนโทลงเหนือบ่าผู้ตาย ซึ่งเจ้าพนักงานได้
ประคองร่างขึ้นอยู่ในท่านั่ง.... พระบรมวงศ์ทรง
หวีผมศพ แล้วหักหนีออกเป็น ๒ ท่อน วางไว้
ในพาน ต่อจากนั้นคนอื่นๆ จึงพากันเข้าไป
พระเทพวิมลโมลี (บุญมา คุณสมฺปนฺโน, ขมาศพเป็นส่า ตับกันไป”
๒๕๒๒ : ©๙๕) แนะให้ใช้
(บุปผา นิมมานเหมินทร์, ๒๕๕๒ : ๑๒®)
พฤศจิกายน ๒๕๓๗
ถัลยาณมิตร